Mobile Connex

QR code

* Search




Recent Posts



Topic: ประวัติศาสตร์ กับ บทกลอน Read 5383 times

0 Members and 2 Guests are viewing this topic.

Offline basic mouse

  • Newbie
  • *
  • Posts: 6
  


:icon_arrow:วันหนึ่งผมพยายามจะแต่งกลอนง่ายๆเพื่ออวยพรวันเกิดให้พี่คนนึง สิริรวมแล้วแค่4บทเท่านั้นเอง แต่ใช้เวลานานมาก รู้สึกว่ากว่าจะคิดคำออกมาแต่ละคำให้มันสัมผัสกันแล้วยังได้ความหมายที่ต้องการนี่มันยากเย็นเหลือเกิน เลยพลอยนึกพาไปถึงคนโบราณ เพราะเคยได้อ่านบทกลอนของกวีสมัยก่อน เลยพลอยปลาบปลื้มและทึ้งในความสามารถของคนสมัยนั้น บทร้อยกรองจำนวนมากตกทอดมาและเด็กสมัยนี้ก็รู้จักท่องได้ รวมทั้งผมด้วย 
 
 :icon_arrow:คนโบราณเป็นคนที่มีศิลปะในหัวใจ แม้แต่เรื่องของภาษาคนโบราณก็ยังพิถีพิถันกับการใช้ภาษา เรื่องราวในประวัติศาสตร์หลายต่อหลายเรื่อง ทั้งที่เขียนไว้ในพงศาวดาร หรือประวัติศาสตร์ฉบับกระซิบ ล้วนมีหลักฐานแสดงออกถึงความละมุนละไมในการใช้ภาษาของคนโบราณ ว่าคนสมัยก่อนมีความสามารถเพียงใด ในการใช้ภาษาแสดงออกถึงความรู้สึกได้อย่างไพเราะ แม้บางครั้งแค่บทสนทนาซึ่งกันและกันกลายเป็นบทกวีที่เรายังจำกันได้

 :icon_arrow:เราคงรู้จักศรีปราชญ์ กวีเอกสมัยพระนารายณ์ ที่จริงชื่อว่านายศรี เข้าไปแต่งกลอนในวังเป็นที่ถูกพระทัย ในหลวงเลยพระราชทานแหวนให้เป็นรางวัล แล้วยังเปลี่ยนชื่อให้เป็นศรีปราชญ์ ตอนเดินออกมาจากวังเจอทหารยามเฝ้าประตู สังเกตุว่าตอนเดินเข้าไม่มีแหวน พอเดินออกมาใส่แหวน จึงทักแล้วก็สนทนากันเป็นเป็นโคลงสี่สุภาพเจรจากันคนละบาทสลับกันอะครับ คิดดูเอาเถิด

แหวนนี้ท่านได้.........................แต่ใดมา
จอมพิภพโลกา.............................ท่านให้
ทำชอบสิ่งใดนา............................วานบอก
เราแต่งโคลงถวายไท้.....................ท่านให้รางวัล


 :icon_arrow:ใครที่เคยได้ไปเที่ยวกรุงรัตนโกสินทร์ และเคยไปเที่ยวอยุธยา คงจะมีความรู้สึกคล้ายๆกัน คนไทยแทบทุกคน และทุกสมัย ล้วนแต่รู้สึกเสียดายอยุธยามาก กรุงรัตนโกสินทร์อันงดงามราวกับเมืองสวรรค์ เทียบกับอยุธยาเมื่อครั้งรุ่งโรจน์ไม่ได้เลย แม้เมื่อครั้งกรุงศรียังเรืองรองคนกรุงเองก็ยังปลาบปลื้มใจในความยิ่งใหญ่ของพระมหานครแห่งนี้
       
       อยุธยายศยิ่งฟ้า.............................ลงดิน แลฤๅ
       อำนาจบุญเพรงพระ..........................ก่อเกื้อ
       เจดีย์ลอออินทร์ .............................ปราสาท
       ในทาบทองแล้วเนื้อ .........................นอกโสม

       อยุธยายศโยกฟ้า............................ฝากดิน
       ฝากดินพิภพเดียว............................ดอกฟ้า
       แสนโกฏบ่ยลยิน.............................อยากเยื่อ
       ไตรยรัตนเรืองรุ่งหล้า.......................หลากสวรรค์ฯ


 :icon_arrow:แล้วก็โคลงบทต่อไปนี้ผมชอบมากไปอยุธยาแล้วจินตนาการทีไร พลอยนึกถึงโคลงบทนี้ทุกครั้ง เห็นภาพขึ้นมาได้เลยว่า อยุธยานั้นยิ่งใหญ่และประเสริฐเลิศล้ำเพียงใด

    อยุธยาไพโรจน์ใต้.........ตรีบูร
       ทวารรุจีเรียงหอ..........................สอระหล้าย
       อยุธยายิ่งแมนสูร .......................สุรโลก รังแฮ
       ดุจสวรรค์คล้ายคล้าย...................แก่ตาฯ




 :icon_arrow:ทั้งสามบทนี้แต่งโดยศรีปราชญ์ กวีผู้มีชีวิตอยู่ในสมัยพระนารายณ์ หลังจากรัชกาลนี้แล้ว อยุธยาก็เปลี่ยนราชวงศ์ใหม่ อยุธยายุครุ่งเรืองที่สุดอีกครั้งในสมัยพระเจ้าบรมโกศ และเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะดับสูญลงในช่วงเวลาไม่นาน ผู้คนซึ่งมีชีวิตอยู่ในสมัยพระเจ้าบรมโกศ ก็ล้วนแต่เป็นคนรุ่นเดียวกับที่มีชีวิตอยู่จนได้เห็นวันที่อยุธยาพินาศลง และบางกลุ่มคนสามารถหนีออกไปจากอยุธยาได้สำเร็จในช่วงที่เมืองทั้งเมืองเป็นกลียุค บางคนหนีออกจากอยุธยาไปได้โดยได้เห็นภาพกรุงก่อนจะถูกทำลาย และกลับมาอีกครั้งเมื่อ อยุธยายศยิ่งฟ้า กลายเป็นเป็นเถ้าถ่านและเต็มไปด้วยกองศพคนไทยที่ถูกฆ่าตายในคืนวันนั้น

 :icon_arrow:ชัยภูมิของอยุธยาไม่มีปราการธรรมชาติอันใดขว้างกันเลย ไม่มีภูเขาสูง ไม่มีแม่น้ำกว้างๆ มีแต่ทุ่งนาราบเรียบไพศาลอยู่รอบเมือง ฉะนั้นถ้าศัตรูที่มาจากทางตะวันตกพ้นจากทิวเขาแถบเมืองตาก หรือเมืองกาญจน์ หรือมาจากทางล้านนาได้แล้ว ก็เดินทางสบายๆเข้ามาปล้นบ้านได้ ปราการธรรมชาติอย่างเดียวที่อยุธยามี ก็คือที่ลุ่มน้ำท่วมถึง หมายความว่า พอถึงหน้าน้ำหลาก น้ำก็จะท่วมทุ่งรอบๆเมือง ศัตรูที่มาประชิดติดเมืองก็จะอยู่ไม่ได้ อยุธยาให้ยุทธวิธีนี้มาโดยตลอด พอรู้ว่าศัตรูข้ามภูเขามาเมื่อใด ก็จะเทครัว(หมายถึงกวาดต้อนราษฎร) จากเมืองเล็กใหญ่ทั้งหมดรอบอยุธยา มาอยู่กันอย่างแออัดในกำแพงเมือง แล้วก็รอให้ศัตรูมันเดินทางสบายๆมาถึงนอกกำแพงเมือง คนไทยเพียงแต่ป้องกันกำแพงเมืองและประตูเมืองไว้ให้ได้ อึดไว้ให้ได้ แค่นั้น พอถึงหน้าน้ำท่วม มันก็อยู่ไม่ได้แล้วก็ต้องกลับไปเอง อยุธยาดำเนินกโลบายอันสุ่มเสี่ยงแบบนี้มาตลอด แล้ววันหนึ่งถ้ามันพลาด ความพินาศก็จะบังเกิด แล้ววันนั้นก็มาถึงจริงๆ คราวนั้น คนไทยทั้งหมดจากทุกสารทิศ มารวมตัวอยู่อย่างอบอุ่นแออัดอยู่ภายในกำแพงเมืองถึงกว่าแสนคน เมืองกรุงแตก ว่ากันว่า มีคนไทยถูกฆ่าตายไปกว่าครึ่งเมือง เมืองถูกเผาอยู่นานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน นึกภาพดูเอาเถิด ทรัพย์สมบัติ ผู้คนทุกชั้นวรรณะ ความรู้ที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน คืนวันนั้นมีสภาพอย่างไร

 :icon_arrow:ความรู้สึกเสียดาย ชอกช้ำ และเจ็บแค้น ของคนยุคนั้นเป็นอย่างไร ลองดูตัวอย่างกลอนจากนิราศของเจ้าคุณสุรสีห์ (กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท)คราวที่ยกทัพไปล้างแค้นพม่าดูเถิด แม้จะไม่ไพเราะ เพราะท่านเป็นทหารมิใช่กวี แต่คนสมัยก่อนบรรยายความรู้สึกเป็นร้องกรอง ฟังแล้ว เข้าใจความรู้สึกนั้นได้เลยทีเดียว

...รบไหนจะให้ยับลงที่นั่น.............................แต่กึ่งวันไม่ให้ทานทนได้
จะทำการครั้งนี้ให้มีชัย.................................................จะไว้เกียรติสืบไปทั้งแผ่นดิน
มันทำเมืองเราก่อนเท่าใด ............................................จะทดแทนมันให้หมดสิ้น
มันจิตอหังกาทามิฬ.....................................................จะล้างให้สุดสิ้นอย่าสงกา
การเสร็จสำเร็จลงเมื่อใด   ............................................. ซึ่งคิดไว้ขอให้สมปรารถนา
แม้นมิได้ก็ไม่กลับคืนมา ..............................................จะเห็นเมืองพม่าในครั้งนี้ ...


...อันกรุงรัตนอังวะครั้งนี้ฤา.............................จักพ้นเงื้อมมืออย่าสงสัย
พม่าจะมาเป็นข้าไท.....................................จะได้ใช้สร้างกรุงอยุธยา
แม้สมดังจิตไม่ผิดหมาย................................เสี่ยงทายตามบุพเพวาสนา
จะได้ชูกุ้ยกนัครา.........................................สมดังปรารถนาทุกสิ่งอัน
ถ้าเสร็จการอังวะลงตราบใด...........................จะพาใจเป็นสุขเกษมสันต์
อ้ายชาติพม่ามันอาธรรม์................................เทียวล้างขอบขัณฑ์ทุกพารา
แต่ก่อนก็มิให้มีความสุข.................................รบรุกฆ่าฟันเสียหนักหนา
แต่บ้านร้างเมืองเซทั้งวัดวา.............................ยับเยินเป็นป่าทุกตำบล
มันไม่คิดบาปกรรมอันลำบาก..........................แต่พลัดพรากจากกันทุกแห่งหน
มันเหล่าอาสัตย์ทรชน...................................ครั้งนี้จะป่นเป็นธุลี
เพราะเหตุบาปกรรมมาซ้ำเติม.........................พูนเพิ่มให้ระยำยับยี
ด้วยทำนายว่าไว้แต่ก่อนมี............................. เหมือนครั้งมอญไปตีเอานัครา…


 :icon_arrow:อ่านแล้วนึกรู้สึกเลยว่า ถ้าพม่าแพ้เจ้าคุณสุรสีห์จริง พม่าจะย่อยยับเป็นจุณเพียงใด


อนุเสารีย์กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิหนาท ที่วัดมหาธาตุฯ

 :icon_arrow:หลังจากก่อร้างสร้างแผ่นดินใหม่จนเป็นปึกแผ่น บ้านเมืองเริ่มเข้าสู่ความสงบจริงๆก็เมื่อครั้งรัชกาลที่2 ผู้คนเริ่มหาความสุขกับงานศิลปะมากขึ้นกว่ารัชกาลก่อน พระเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ที่ชื่นชมงานศิลปะ รวมทั้งวรรณกรรม กวีผู้มีชื่อเสียงมากมายเกิดขึ้นในยุคนี้ และคนที่สำคัญที่สุดก็คือ นายภู่ ได้ยศถาเป็นถึงพระสุนทรโวหาร ซึ่งคุณพระก็เป็นกวีอีกคนหนึ่งที่ตกอับแสนสาหัสก็เพราะการเมือง ด้วยคุณพระไปงัดข้อกับบุคคลผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในราชสำนัก ก็คือกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ตอนนั้นสุนทรภู่ใจกล้าก็เพราะว่ามีผู้คุ้มกลาหัวก็คือในหลวง อย่างที่กล่าวว่าในหลวงรัชกาลที่สอง โปรดปรานงานวรรณกรรม ข้าราชสำนักก็ต้องพลอยสนองพระราชนิยมไปด้วย วันหนึ่งโปรดให้ข้าราชสำนักช่วยกันแต่งวรรณกรรมสมัยอยุธยาเรื่องหนึ่งขึ้นมาใหม่ (เพราะว่าวรรณคดีอันมีค่าของเราถูกไฟเผาไปหมดสิ้น) คือเรื่องอิเหนา ตอนที่เกิดเรื่องคือตอนที่นางบุษบาลงไปเล่นน้ำ

น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา.............................ว่ายแหวกปทุมาอยู่ไหวไหว
นิลุบลพ้นน้ำขึ้นรำไร.........................................ตูมตั้งบังใบอรชร
ดอกขาวเหล่าแดงสลับสี....................................บานคลี่ขยายแย้มเกสร
บัวเผื่อนเกลื่อนกลาดในสาคร.............................บังอรเก็บเล่นกับนารี


 :icon_arrow:เดิมกรมหมื่นฯเป็นผู้แต่งไว้ว่า ...น้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัว  แหวกว่ายกอบัวอยู่ไหวไหว   ด้วยความที่รู้ว่าสุนทรภู่เป็นคนโปรด แล้วก็เก่งงานด้านนี้ พระองค์จึงส่งบทกลอนที่เขียนไว้ไปให้สุนทรภู่ตรวจทาน สุนทรภู่ทูลว่าดีแล้ว แต่พอถึงวันส่งถวายงานในที่ประชุมหน้าพระที่นั่ง สุนทรภู่กลับติมากลางสมาคมว่า บาทนี้กำกวม ที่ว่าเห็นตัวไม่รู้ว่าตัวอะไร ขอแก้เป็น เห็นตัวปลา ว่ายแหวกปทุมาอยู่ไหวไหว ในที่ประชุมก็เงียบ ไม่มีใครกล้าพูดอีก ในหลวงจึงให้เอาตามสุนทรภู่ เรื่องนี้กรมหมื่นขัดเคืองมาก พอในหลวงเสด็จขึ้นไปแล้ว ถึงกับหันมาตรัสต่อว่าสุนทรภู่ว่า " ตอนที่เอาไปให้ตรวจแก้ ทำไม่แก้ มาแก้หน้าพระที่นั่ง หวังจะติหักหน้าเล่นหรืออย่างไร "  อันนี้คราวหนึ่ง

 :icon_arrow:อีกครั้งหนึ่งมีเรื่องเล่าว่า เมื่อทรงบทละคร เรื่องสังข์ทอง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ พระราชทานตอนท้าวสามลจะให้ธิดาทั้งเจ็ด เลือกคู่ แก่กรมหมื่นฯ ซึ่งได้พระราชนิพนธ์คำปรารภของท้าวสามลว่า

จำจะคิดปลูกฝังเสียยังแล้ว ............ให้ลูกแก้วสมมาดปรารถนา

 :icon_arrow:คราวนี้ไม่ปรากฏว่าทรงนำไปให้สุนทรภู่ตรวจแก้ จะเป็นเพราะไม่พอใจมาแต่ครั้งก่อนก็เป็นได้ พอถึงวันอ่านถวายงาน สุนทรภู่เปรยขัดขึ้นว่า ลูกปรารถนาอะไร

 :icon_arrow:คำเปรยทักของสุนทรภู่นั้น กล่าวกันว่า เป็นการพูดเสียดสีทางการเมือง เพราะขณะนั้น กรมหมื่นฯทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ มีอำนาจมาก จนมีคำร่ำลือกันทั่วไปว่า สิทธิความชอบธรรมในราชสมบัติ อาจจะไม่ได้เป็นของเจ้าฟ้าอันประสูติแต่พระมเหสีตามประเพณี คำทักนั้นจึงดูเหมือนเสียดสีว่าลูกแก้วปรารถนาสมบัติหรือปรารถนาอะไรกันแน่ กรมหมื่นฯ ทรงแก้เสียใหม่ว่า

จำจะคิดปลูกฝังเสียยังแล้ว...................ให้ลูกแก้วมีคู่เสน่หา

 :icon_arrow:แต่นั้นมากรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ก็ไม่ชอบหน้าสุนทรภู่เรื่อยมา พอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ขึ้นครองราชย์เป็นในหลวงรัชกาลที่สาม ทรงปรารภว่า   " อ้ายภู่ มันล้อพ่อกูเล่นเช่นเพื่อนของมัน ทั้งมันร้องตะโกนข้ามหัวกูไปด้วย จะเลี้ยงมันไว้ไม่ได้ " แต่นั้นมาสุนทรภู่ก็ต้องราชภัย เร่ร่อนพเนจรได้รับความลำบากสาหัส ถึงกับพรรณนาหลายตอน โดยเฉพาะตอนที่สุนทรภู่ออกบวชแล้วลี้ภัยไปอยุธยา ในนิราชภูเขาทอง

..ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด................คิดถึงบาทบพิตรอดิศร
โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร......................แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น
พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาด....................ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ
ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น..............................ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา

..มาถึงบางธรณีทวีโศก.............................ยามวิโยคยากใจให้สะอื้น
โอ้สุธาหนาแน่นเป็นแผ่นพื้น.......................ถึงสี่หมื่นสองแสนทั้งแดนไตร
เมื่อเคราะห์ร้ายกายเราก็เท่านี้....................ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย
ล้วนหนามเหน็บเจ็บแสบคับแคบใจ..............เหมือนนกไร้รังเร่อยู่เอกา..



ภาพซ้าย อนุเสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ตรงสะพานผ่านฟ้าฯ
ภาพขวา อนุเสาวรีย์สุนทรภู่ ที่เมืองแกลง จังหวัดระยอง


 :icon_arrow:ผมนิยมชมชอบความสามารถของสุนทรภู่ มากกว่าศิลปินสมัยนี้บางคน ที่เพื่อนฝูงยกย่องกันเองว่าเป็นกวีรัตนโกสินทร์ ผมอ่านแล้วไม่ชอบ ไม่รู้สิครับ ผมอาจจะปัญญาน้อยด้อยศิลปะ จนเข้าไม่ถึงความดีเลอเลิศของกลอนที่เขาแต่ง ผมรู้สึกว่า ใช้คำฟั่นเฝือ รุ่มร่าม น่ารำคาญ ต้องการจะอวดความสามารถจนเกินงาม ผมไม่ชอบ ผมอ่านกลอนของสุนทรภู่แล้ว ง่ายๆไพเราะ เป็นเรื่องราว ไม่รุงรัง อ่านแล้วชอบมากกว่า โดยเฉพาะนิราศ รู้สึกว่าสุนทรภู่ใช้คำง่ายๆ แต่ไพเราะ แล้วก็คงเสน่ห์ของความเป็นนิราศไว้ ก็คือการจดบันทึกถึงสถานที่ที่ไป เรื่องราวที่ได้เห็น แล้วก็เอามาวิจารณ์ วิเคราะห์ ให้เข้ากับอารมณ์ความรู้สึกตนเอง หรือเข้ากับชีวิตตนเอง นิราศพระบาทของสุนทรภู่ตอนหนึ่ง ผมจำได้ กล่าวถึงออกเรือไปจากกรุงไม่เท่าไหร่ ถึงย่านบ้านสามเสน ก็คือแถวสามเสนตรงที่เลยบางลำพูไปนี่เอง ตอนนั้นไปตามเจ้านาย ส่วยเมียก็ให้อยู่บ้าน ใจก็คิดเป็นห่วงบ้าน ลองอ่านแล้วเห็นความสามารถของสุนทรภู่หรือไม่ครับ

..ถึงสามเสนแจ้งความตามสำเหนีย.....................เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี
ประชุมฉุดพุทธรูปในวารี..............................ไม่เคลื่อนที่ชลธารบาดาลดิน
จึงสาปนามสามแสนเป็นชื่อคุ้ง.......................เออชาวกรุงกลับเรียกสามเสนสิ้น
นี่หรือรักจักมิน่าเป็นราคิน.............................แต่ชื่อดินเจียวยังกลายเป็นหลายคำ
ขอใจนุชที่ฉันสุจริตรัก.................................จงแน่นหนักเหมือนพุทธรูปเรขาขำ
สักแสนคนจะมาวอนฉะอ้อนนำ......................สักแสนคำอย่าให้เคลื่อนจงเหมือนใจ..


 :icon_arrow:รู้หรือไม่ว่าครั้งหนึ่งสุนทรภู่เกือบจะถูกประหารชีวิตเพราะโคลงบทหนึ่ง

 :icon_arrow:คราวหนึ่ง มีโจทก์ฟ้องว่า พระราชาคณะสามรูป  ประพฤติผิดวินัยถึงปราชิกด้วยเสพย์เมถุนมาช้านานจนมีลูกหลายคน โปรดให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์(พระองค์เจ้าทับ) กับกรมหมื่นรักษ์รณเรศ(พระองค์เจ้าไกรสร) พิจารณาคดี ได้ความเป็นสัตย์ จึงให้สึกพระราชาคณะทั้งสามรูปแล้วเอาไปขังคุก พระราชาคณะรูปหนึ่งที่ต้องอธิกรณ์คือ พระพุทธโฆษาจารย์(บุญศรี) วัดมหาธาตุ ด้วยเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ มีลูกศิษย์หลายคน หลายองค์ เป็นขุนนางน้อยใหญ่ ไปจนถึงเป็นเจ้านายก็มี หลายจากถูกจับสึกและขังคุกแล้ว มีการทอดบัตรสนเท่ห์ ซึ่งก็คงเหมือนกับการแจกใบปลิวโจมตีรัฐบาลเหมือนในยุคนี้  และอย่างที่ว่าไว้ตอนหัวเรื่องคือ สมัยนั้นจะด่ารัฐมนตรียังต้องเป็นโคลง

ไกรสรพระเสด็จได้........................สึกชี
กรมเจษฎาบดี....................................เร่งไม้
พิเรนทรแม่นอเวจี...............................ไป่คลาด
อาจพลิกแผ่นดินได้.............................แม่นแม้นเมืองทมิฬ


 :icon_arrow:พระเจ้าอยู่หัวพิโรธมาก ให้คนสืบหาผู้เขียนบัตรสนเท่ห์ สุนทรภู่ก็ถูกต้องสงสัยด้วย เลยต้องลี้ภัยการเมือง ไปซ้อนตัวอยู่ในถ้ำเขาหลวงเมืองเพชรบุรี ระหว่างที่หนีก็เขียนนิราศไว้ด้วย คือนิราศเมืองเพชร ภายหลังได้ตัวผู้เขียนแล้วจึงได้กลับคือสู่พระนคร

 :icon_arrow:คำว่า’ไกรสร’ในบัตรสนเท่ห์ นั้นก็คือพระองค์เจ้าไกรสร กรมหมื่นรักษ์รณเรศ ชะตากรรมของเจ้านายพระองค์นี้ ภายหลังตกอับยิ่งกว่าสุนทรภู่ในสมัยรัชกาลที่สาม คือถูกประหารชีวิตด้วยท่อนไม้จันทน์ เหมือนอย่างที่เห็นในฉากสำเร็จโทษในหนังเรื่องสุริโยทัย ความผิดที่ถึงต้องโทษหลายประการ และประการหนึ่ง คือ เป็นเกย์ ซึ่งถ้าข้อกล่าวหานี้เป็นจริง ก็นับว่า พระองค์เป็นเกย์คนแรกของกรุงเทพฯเลยทีเดียว

 :icon_arrow:สมัยรัชกาลที่ห้า แผ่นดินสยามของเราต้องประสบเคราะห์กรรมอันเกิดแต่พวกฝรั่ง เหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดในสมัยนี้ คือเหตุการณ์ร.ศ.112 อันทำให้สยามต้องสูญเสียความเป็นเจ้าอธิราชเหนือดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงไปทั้งหมดโดยสิ้นเชิงและตลอดกาล เหตุการณ์ครั้งนี้ พระเจ้าอยู่หัวของเรา เสียพระทัยเป็นอันมาก ถึงกับล้มประชวรจนตรอมพระทัยไม่เสวยพระโอสถ ถึงกับจดหมายลาตาย ซึ่งก็เป็นร้องกรอง คือเป็นโคลง7บท กับอิทรวิเชียรฉันท์4บท ยกมาให้อ่านเฉพาะคำฉันท์

เจ็บนานนึกหน่ายนิตย์.........................มะนะเรื่องบำรุงกาย
ส่วนจิตต์บมิสบาย............................ศิระกลุ้มอุราตรึง
แม้หายก็พลันยาก...........................จะลำบากฤทัยพึง
ตริแต่จะถูกรึง ................................อุระรัดและอัตรา
กลัวเป็นทวิราช...............................บตริป้องอยุธยา
เสียเมืองจึงนินทา ...........................บละเว้นฤว่างวาย
คิดใดจะเกี่ยงแก้ ............................ก็บพบซึ่งเงื่อนสาย
สบหน้ามนุษย์อาย...........................จึงจะอุดและเลยสูญ


 :icon_arrow:ขณะนั้นสมเด็จพระอัครราชเทวี พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี ประทับอยู่ใกล้ชิด ก็ตอบปลอบโยนพระทัยเป็นโคลงเหมือนกัน แต่ขอไม่ยกมาแล้วกัน

 :icon_arrow:ในหลวงรัชกาลที่ห้า ทรงมีสตรีเป็นภรรยาตามลำดับชั้นมากมาย เสมอด้วยพระราชาธิราชตามธรรมเนียมโบราณ ทั้งพระราชินี พระราชเทวี พระราชชายา เจ้าคุณจอมมารดา เจ้าจอมมารดา แล้วก็เจ้าจอม(ธรรมดา)  เมื่อสตรีมาอยู่รวมกันมีศูนย์รวมจิตใจคือคนๆเดียวกัน ย่อมมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง เรื่องอิจฉาริษยา ชิงชังรังเกียจ กันเป็นธรรมดา ผู้หญิงทุกคนอยู่กันเป็นสำนัก เป็นก๊กเหล่า มีพรรคพวกพ้อง พวกใครพวกมัน บางกลุ่มใหญ่มีอำนาจวาสนามาก บางกลุ่มเล็กและถูกรังแก

 :icon_arrow:ในสมัยปลายรัชกาลที่ห้า พระมเหสีผู้มียศสูงเป็นลำดับที่สี่ คือ พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ ก็มีสำนักของท่านเอง สำนักนี้เป็นที่โปรดของในหลวงในเรื่องความสามารถในการทำอาหาร และการดนตรี  พระญาติของท่านคนหนึ่ง คือ หม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ ถูกส่งเข้ามาอยู่ในวังกับพระอัครชายาด้วยวัย11ปี คุณหญิงสดับ มีเสียงอันไพเราะมาก จึงได้รับการฝึกให้เป็นต้นเสียงในคณะดนตรีของพระอัครชายา จนอายุ14ปีได้ไปร้องหน้าพระที่นั่งของในหลวง พระเจ้าอยู่หัวทรงหลงรักแต่เมื่อแรกพบ ดังปรากฏในเรื่องเงาะป่า

แม่เสียงเพราะเอย น้ำเสียงเจ้าเสนาะ
เหมือนดังใจพี่จะขาด
เจ้าร้องลำนำ ยิ่งซ้ำพิสวาท    
พี่ไม่วายหมายมาด รักเจ้าเสียงเพราะเอย


 
เจ้าจอม คุณหญิง สดับ ในวัยสาว กับเครื่องเพชรเจ้าปัญหา ทำให้คุณหญิงพยายามฆ่าตัวตาย
เจ้าจอม ในวัยชรา กำไลที่คุณหญิงสวมใส่ไว้นั้น ถูกทายาทถอดออกจากร่างของท่านเมื่อสิ้นชีวิตไปแล้ว


 :icon_arrow:ความทราบถึงพระอัครชายา เจ้าสำนักของคุณหญิง จึงได้ถวายคุณหญิงเป็นเจ้าจอมในพระเจ้าอยู่หัว นับเป็นเจ้าจอมคนสุดท้ายในรัชกาลที่ห้า วันที่ท่านถวายตัว ในหลวงได้พระราชทานกำไลทองคำบางสะพาน ซึ่งถือว่าเป็นทองคำเนื้อบริสุทธิ์มาก เป็นทองเนื้อเก้าหนักสี่บาท (คำว่าทองเนื้อเก้า เป็นการกำหนดราคาทองคำตามความบริสุทธิ์ของเนื้อทองในสมัยร.4 ทองที่บริสุทธิ์มากที่สุด คือมีสิ่งเจือปนน้อยที่สุด น้ำหนัก1บาท มีราคา9บาท คำว่าทองเนื้อเก้า หรือทองนพคุณ มีที่มาดังนี้ ทองที่มีโลหะอื่นปนมากๆ สีของทองจะเปลี่ยนไม่สุกปลั่งเหมือนทองเนื้อเก้า) กำไลนี้ทำเป็นรูปตะปูสองตัวไขว้กันคล้ายงู เวลาถอดต้องคลายตะปูที่ไขว้กันออกมา ตรงกลางสลักเป็นกลอน ไพเราะมากๆ เพราะจนผมท่องจำได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่านเจอ

กำไลมาศชาตินพคุณแท้ ...........................ไม่ปรวนแปรเป็นอื่นย่อมยืนสี
เหมือนใจตรงคงคำร่ำพาที..................................จะร้ายดีขอให้เห็นเป็นเสี่ยงทาย
ตาปูทองสองดอกตอกสลัก................................ตรึงความรักรัดไว้มิให้หาย
แม้รักร่วมสวมใส่ไว้ติดกาย .................................เมื่อใดวายสวาทวอดจึงถอดเอย


 :icon_arrow:ครั้นร.5 เสด็จนิวัตพระนครหลังจากประพาสยุโรป ได้ทรงซื้อเครื่องเพชรจำนวนมาก (โดยเฉพาะชุดใหญ่ ดังที่เห็นในรูปข้างบน) มาพระราชทานแด่เจ้าจอมท่านนี้ เป็นที่อิจฉาริษยาของเหล่าชาววังคนอื่นๆมาก จนท่านรู้สึกอึดอัดคับแค้น ถึงกับคิดฆ่าตัวตายด้วยการกินยาล้างรูปที่สั่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ แม้ว่าแพทย์จะช่วยเหลือไว้ได้ แต่ความริษยาหาได้หมดไปไม่ ยิ่งเมื่อสิ้นแผ่นดินรัชกาลที่ห้า เจ้าจอมอายุเพียง20ปี สมเด็จพระพันปี ขึ้นครองอำนาจในราชสำนักฝ่ายในโดยเด็ดขาด กระแสธารได้ถาโถมสู่ท่านอย่างเกรียวกราด ข้อหาร้ายแรงที่สุด คือการมีชู้ เพราะท่านอายุเพียง20ปีเท่านั้น มีคนนินทาว่าท่านคงจะต้องมีชายอื่น และคงจะต้องนำทรัพย์สมบัติพระราชทานไปปรนเปรอผู้ชาย สุดท้ายเจ้าจอมท่านนี้จึงไปปรึกษากับ พระอัครชายา ซึ่งเป็นเสมือนผู้ปกครองมาแต่เดิม จึงได้รับคำแนะนำให้ถวายเครื่องเพชรและสมบัติทั้งหมดคืนพระพันปีไป พระพันปีสัญญาว่าจะนำเครื่องเพชรไปขาย เอาเงินมาสร้างโรงพยาบาล เจ้าจอมท่านนี้ก็ทำตามโดยถวายพระพันปีทั้งหมด ยกเว้นแต่กำไลทองวงนี้ที่ท่านสวมติดกายไว้ตลอดเวลาไม่เคยถอดตั้งแต่วันแรก จนถึงวันตาย นานกว่า70ปี


กำไลมาศ ภาพนี้เอามาจาก pantip เป็นภาพกำไลมาศภาพเดียวที่ผมเคยเห็น

 :icon_arrow:พระพันปีมีอำนาจในราชสำนักฝ่ายในเพราะว่า ในหลวงรัชกาลที่หก ซึ่งเป็นพระโอรส ไม่ทรงสมรสกับใครเป็นเวลานาน เรื่องนี้ถ้าจะให้เล่ารายละเอียดคงเล่าได้อีกยาวเป็นหลายหน้า เอาเป็นว่ากว่าจะทรงมีนางที่ต้องใจ ก็ตอนพระชนมายุได้40ปี ก่อนหน้านั้นทรงแวดล้อมอยู่ในกลุ่มมหาดเล็กที่เป็นชายล้วนๆ มหาดเล็กคนหนึ่งเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับในหลวงมากๆ คือ หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ (เจ้าพระยารามราฆพ)  ผู้สืบเชื้อสายมาจากต้นตระกูลพึ่งบุญ นั่นก็คือ พระองค์เจ้าไกรสร กรมหมื่นรักษ์รณเรศ ที่ผมกล่าวถึงแล้วข้างบนนั้น ท่านผู้นี้อยู่ใกล้ชิดร.6ตลอดเวลาและทุกวัน ไม่ว่าจะทรงงาน ทรงเล่น เสวย หรือบรรทม เป็นผู้มีอิทธิพลในราชสำนักมากๆ ใครอยากใกล้ชิดในหลวงต้องผ่านบุคคลคนนี้


ภาพซ้าย สมเด็จพระพันปีหลวง ผู้มีอำนาจสูงสุดในราชสำนักฝ่ายในสมัยรัชกาลที่6
ภาพขวา เจ้าพระยามรามราฆม ผู้ที่ ร.6โปรดปรานมากกว่าผู้ใด จนกลายเป็นผู้มีอิทธิพลในราชสำนัก


 :icon_arrow:ในหลวงร.6 ทรงเป็นกวีผู้มีความสามารถ พระองค์แต่งบทร้อยกรองและร้อยแก้วไว้มากมาย รวมทั้งแต่งพระราชทานคู่หมั้นแทบทุกคนของพระองค์ บทนี้ทรงแต่งพระราชทานคู่หมั้นองค์แรก คือพระองค์เจ้าวัลภาเทวี

นาฏกะกลอนนี้ฉันมีจิต..............................ขออุทิศแด่มิ่งมารศรี
ผู้เป็นยอดเสน่หาจอมนารี.................................วัลลภาเทวีคู่ชีวัน
ขอหล่อนจงรับไมตรีสมาน................................เป็นพยานความรักสมัครมั่น
เมือนแหวนแทนรกทุษยันต์..............................แก่จอมขวัญศกุนตลาไซร้
แต่ผิดกันตัวฉันไม่ลืมหล่อน..............................จนสาครเหือดแห้งไม่แรงไหล
จนตำวันเดือนดับลับโลกไป...............................จะรักจอดยอดใจจนวันตาย


 :icon_arrow:แต่สุดท้ายก็ถอนหมั้น  เพราะพระนางไปมีปัญหาขัดข้องกับผู้ทรงอิทธิพลต่อในหลวงมากที่สุดเข้า นั้นก็คือ เจ้าพระยารามราฆพ นั่นเอง อย่างเช่นตอนหนึ่ง พระองค์ก้าวลงจากรถม้าพระที่นั่ง เจ้าคุณรามฯยื่นมือไปให้จับตามธรรมเนียมฝรั่ง แต่พระนางถือว่าพระองค์เป็นคู่หมั้นของกษัตริย์ ชายอื่นจะสัมผัสพระองค์ไม่ได้ จึงสะบัดหนี อันนี้เป็นเพียงเรื่องเดียวที่เล่ากันมา จากนั้นความสัมพันธ์อันหวานซึ่งอย่างในกลอนข้างบน ก็แห้งเหือด พระนางเป็นหญิงที่เกิดผิดยุค เพราะทรงเด็ดเดี่ยวมาก กล้าแสดงออกถึงความไม่พอใจผ่านออกมาเป็นบทกลอน

พูดง่ายง่ายคล่องคล่องเหมือนร่องน้ำ
จะหาจริงสักคำเก็บไม่ได้


 :icon_arrow:กล้าแสดงความไม่พอใจลงหนังสือพิมพ์ดุสิตสมิท

“...ผู้หญิงโดยมากมักจะบูชาว่ามนุษย์ที่เศษกว่าตัวเทือกเทวดา  ทั้งนี้เพราะในบ้านเมืองโดยมากชายเป็นเจ้าของมีอำนาจบังคับบัญชากดขี่หญิง  การที่ชายได้อำนาจไปมากเช่นนั้น  ตามความเข้าใจของข้าพเจ้า  คิดว่าคงเป็นเพราะหญิงมิได้ถือหน้าที่ๆ  ตนควรประพฤติ...

...ความเข้าใจของข้าพเจ้าคิดว่ามนุษย์ทุกคนมีความบกพร่องอยู่ในตัวอย่างที่ไม่รู้จักกันพอ  เช่นหญิงชายแรกคบกันจะต้องสรรท่าทีตัวคิดว่าดีออกอวดกัน  ต่างคนต่างบูชากันว่าเป็นผู้วิเศษในขณะนั้น  ความพอใจย่อมมีต่อกันมาก  ก็อาจให้สัญญาต่อกันทุกอย่างในความต้องการของฝ่ายใด  ครั้นเมื่อคุ้นกันเข้า  ความบกพร่องซึ่งเป็นของธรรมดาตามมากน้อยก็ต้องเกิดความรู้ขึ้นกันทั้งสองฝ่าย  ความนับถือซึ่งกันก็ย่อมซาไป...”


 :icon_arrow:รัชกาลที่6ทรงลงบทกลอนตำหนิว่า

อย่าทะนงอวดองค์ว่างามเลิศ....................สวยประเสริฐยากที่จะเปรียบได้
อย่าทะนงอวดองว่าวิไล....................อันสุรางค์นางในยังมากมี
อย่าทะนงอวดองค์ว่าทรงศักดิ์............จะใฝ่รักแต่องค์พระทรงศรี
นั่งรถยนต์โอ่อ่าวางท่าที...................เป็นผู้ดีแต่ใจไพล่เป็นกา
อย่าดูถูกลูกผู้ชายที่เจียมตน..............อย่าดูถูกฝูงชนที่ต่ำกว่า
อย่าทะนงอวดองค์ว่าโสภา................อันชายใดฤาจะกล้าง้องอน


 :icon_arrow:สุดท้ายในหลวงพิโรธถึงกับสั่งคุมขังพระนางไว้ในพระราชวัง พร้อมด้วยล่ามตรวนทองไว้ด้วยตลอดรัชกาล พระนางทรงนิพนธ์กลอนบทสุดท้าย ก่อนจะเข้าไปถูกขังอยู่ในวังว่า

................................ทรงภพผู้ปิ่นโปรพฦาสาย      
พระองค์เองสิไม่มียางอาย...............พูดง่ายย้อนยอกกรอกคำ      
มาหลอกลวงชมเล่นเสียเปล่าๆ..........ทิ้งให้คอยสร้อยเศร้าทุกเช้าค่ำ   
เด็ดดอกไม้มาดมชมจนช้ำ..............ไม่ต้องจดจำนำพา         
เหมือนผู้ร้ายย่อเบาเข้าลักทรัพย์.......กลัวเขาจับวิ่งปร๋อไม่รอหน้า      
จงทรงพระเจริญเถิดราชา...............ข้าขอลาแต่บัดนี้



ภาพซ้าย องค์หญิงวัลภาเทวี ผู้ถูกคุมขังเพราะความขัดแย้งที่ปรากฏอยู่ในบทกวี
ภาพขวา องค์หญิงลักษมีลาวัลย์ สิ้นพระชนม์เพราะโจรร้าย


 :icon_arrow:หลังจากถอนหมั้นพระองค์เจ้าวัลภาเทวีแล้ว พระเจ้าอยู่หัวทรงประกาศว่าจะอภิเษกสมรสด้วยกับพระองค์เจ้าลักษมีลาวัลย์ในภายหน้า พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณนี้เป็นน้องสาวแท้ๆของพระองค์เจ้าวัลภาฯ งงมั้ยครับ อันนี้เป็นกลอนที่พระราชทานพระองค์เจ้าลักษมี

…โอ้งวยงงหลงงมชมที่ผิด      จึงมิได้ใกล้ชิดยอดสงสาร
จนต้องแสนซึ้งค้อนร้อนรำคาญ   ไร้สราญเหลือล้นจนวิญญา


 :icon_arrow:พระองค์ประกาศสัญญาว่าจะสมรสด้วย กาพย์บทนี้พระราชทานแก่พระองค์เจ้าลักษมี

ตั้งแต่ได้สวมธำมรงค์...........แทบนิ้วอนงค์
และเป็นคู่หมั้นกันมา
ไม่เคยข้องขัดอัธยา.....................แม้สักเวลา
มีแต่ประนอมถนอมน้ำใจ
น้องได้สำแดงแจ้งให้....................พี่รู้แน่ใน
จิตว่าจะสุขยืนนาน
และเห็นคูรน้องไพศาล..................พี่จึงจัดงาน
เฉลิมพระยศใหญ่ถนัด
ให้รับพระสุพรรณะบัฏ...................อีกเครื่องพระยศจัด
ประจำตามแบบนิยม
อิศริยาภรณ์อันอุดม......................จักรีบรม
ราชะตระกูลพูนยศ
ประกาศพระเกียรติปรากฏ..............ว่าพี่สมมติ
น้องให้เป็นมิ่งนารี
ผู้จะได้เป็นมเหสี..........................ครองคู่ตูพี
ประดับประเทศเขตไท


 :icon_arrow:สุดท้ายแล้ว หลังจากที่พระองค์ประกาศไปเพียงหนึ่งเดือน พระองค์กลับไปอภิเษกสมรส กับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณสุดท้ายแล้วสิ้นพระชนม์ เพราะถูกโจรที่เข้ามาปล้นวังสังหารโดยตีพระเศียร

 :icon_arrow:เกร็ดประวัติศาสตร์ที่อยากจะเล่ามีมากมาย ถ้าไม่เบื่อจะเอามาเล่าให้ฟังอีก
« Last Edit: November 17, 2008, 09:18:51 PM by basic mouse »

Offline CONNEX

  • Administrator
  • VIP Member
  • *
  • Posts: 1,141
  • gconnex - good to share
Re: ประวัติศาสตร์ กับ บทกลอน
« Reply #1 on: November 16, 2008, 12:55:01 PM »
ขอบคุณครับ กับความรู้ดีๆ ที่เอามาให้เพื่อนๆ อ่านครับผม  :2thumbsup: :2thumbsup: :2thumbsup: :2thumbsup: :army:

Offline tai

  • Full Member
  • *
  • Posts: 122
Re: ประวัติศาสตร์ กับ บทกลอน
« Reply #2 on: November 17, 2008, 02:36:36 PM »
ขอบคุณครับ   เนื้อหาดีมากๆ
เด็กรุ่นใหม่คงหาโอกาสอ่านแบบนี้ได้ยากแล้วล่ะครับ