Mobile Connex

QR code

* Search




Recent Posts



Topic: รักนี้สีชมพู ใครแต่งก็ไม่รู้ครับ ผมเก็บไว้หลายปีแล้ว Read 1403 times

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline Goa'ul

  • VIP Member
  • *
  • Posts: 538
  
เรื่องนี้ผมเก็บเอาไว้อ่านเองมาหลายปีแล้วล่ะครับ เป็นเรื่องแรกๆ ในนิยายแนว Y ที่ผมได้อ่าน และก็ประทับใจมากด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเรื่องจริง หรือว่าเรื่องแต่ง ไม่ทราบใครเป็นผู้แต่งด้วย เค้าอาจจะวนเวียนอยู่ในบอร์ดเรา ก็เป็นได้นะเนี้ยะ ผมจะทยอยเอามาลงนะครับ

 ความในใจของผม
เรื่องที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับผมเอง ตั้งแต่รู้ตัวว่าผมเป็นเกย์ ผมคิดว่าชีวิตของผมมันช่างโชคร้ายเหลือเกิน ทำไมผมต้องเกิดมาผิดปกติไม่เหมือนคนอื่นด้วยนะ มันช่างเป็นชีวิตที่น่าเศร้าเสียเหลือเกิน ถ้าผมเลือกเกิดได้ ผมไม่มีทางจะเลือกเกิดมาเป็นแบบนี้แน่นอน

แล้วมันก็เป็นอย่างที่ผมคิดเอาไว้ ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น ผมรู้สึกว่าตัวเองมีปมด้วยเป็นอย่างมาก ผมทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้คนอื่นรู้ว่าจริงๆแล้วผมเป็นอะไร เรื่องความรักความใคร่เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตไม่ว่าจะเป็นเพศไหน ผมก็เหมือนกัน แต่ความรักความใคร่ มันสร้างความเจ็บปวดทรมานให้กับผมเป็นอย่างมาก จนครั้งหนึ่งมันเกือบทำลายชีวิตของผมเลยทีเดียว เพราะความที่ผมอ่อนแอ ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ เลยถูกด้านที่เลวร้ายของความรักความใคร่ทำลายเอาจนเกือบจะเสียผู้เสียคนไป

แต่ก็เพราะความรักความใคร่อีกเหมือนกัน มันได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมอย่างมากมาย มันเปลี่ยนโลกของผม เปลี่ยนเกือบจะทุกสิ่งทุกอย่างในตัวผม และเปลี่ยนมาถึงถึงวันนี้ สำหรับคนที่เกิดมาเป็นเกย์ คงเคยได้ยินคนพูดกันว่า ชีวิตรักของเกย์ ไม่มีความยั่งยืน หาความจริงใจได้ยาก หวังและมักมากแต่เรื่องกามารมณ์ ผมเองก็ได้ยินมาอย่างนั้น
แต่สำหรับผมแล้วมันกลับตรงกันข้ามกับคำกล่าวนั้นอย่างสิ้นเชิง ในความโชคร้ายที่ตัวเองเกิดมาเป็นเกย์ หน้าตาก็ไม่ดี แต่ผมกลับโชคดีเป็นอย่างมาก ที่ได้พบรักแท้ เจอคนที่ผมรักเค้าเป็นอย่างมากและเค้าก็รักผมมากเช่นกัน เค้าเข้ามาในชีวิตผม ในช่วงที่ชีวิตของผมตกต่ำและแย่ที่สุดตั้งแต่ผมเกิดมา เค้าเข้ามาทำให้ผมเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง

จะเรียกว่าเป็นความมหัศจรรย์ของความรักก็ไม่น่าจะผิด แทบไม่น่าเชื่อ ความรักมันทำให้เราทำได้ทุกๆอย่าง เป็นไปได้ทุกๆอย่าง ที่เราไม่เคยจะทำได้หรือแม้แต่จะคิดถึงมันด้วยซ้ำไป

คุณอาจจะคิดว่าผมพูดเกินเลยจนเข้าขั้นเพ้อเจ้อ ผมว่าเรื่องนี้ถ้าใครไม่เจอกับตัวก็คงไม่รู้ คุณไม่สามารถที่จะจินตนาการได้หรอก ว่าบางเรื่องที่เป็นเพียงแค่ความคิด มันสามารถฆ่าคุณได้ ถ้าคุณไม่ได้เจอกับตัวเอง
เพราะผมเจอกับตัวเองมาแล้ว ได้รู้ซึ้งถึงอิทธิพลของความรัก ทั้งในด้านที่เลวร้ายที่สุดของมัน ที่เกือบจะฆ่าผมให้ตายได้เลยทีเดียว

และผมได้รับรู้รสของความรัก ในด้านที่สวยงามของมัน คงเคยได้ยินคนพูดว่าคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก โลกของคนๆนั้นจะเป็นสีชมพู มองอะไร ทำอะไร ก็สดใส มีความสุขไปเสียทุกอย่าง ซึ่งผมก็ได้รู้ซึ้งถึงคำกล่าวที่ว่านี้เช่นกัน และยังคงรู้สึก และรู้ซึ้งจนมาถึงทุกวันนี้

ผมไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะมาโอ้อวด ความสุข ความสำเร็จของชีวิตตัวเอง แต่ในเมื่อชีวิตจริงๆของผมทั้งที่ผ่านมาและที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้มันเป็นอย่างที่คุณกำลังจะได้อ่านจริงๆ สำหรับบางคนมันชีวิตของผมอาจจะไม่ใช่ชีวิตที่ดีเด่อะไร แต่สำหรับผม นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผมแล้ว สวรรค์เมตตากับผมมากแล้ว ผมพอแล้วละ แค่นี้ผมก็คิดว่าผมเป็นเกย์ที่มีความสุขที่สุดในโลกแล้ว

ผมอยากให้คุณที่เป็นรักร่วมเพศ หรืออาจจะเป็นคนปกติ ได้รู้จักใช้ด้านที่สวยงามของความรักความใคร่ ให้เป็นประโยชน์ ใช้เป็นแรงขับดันให้กับชีวิตเรา ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นแรงขับดันที่มีพลังมหาศาลและสวยงาม สดใส ซาบซ่าน (และอาจจะเสียวบ้างในบางครั้งด้วยนะ) ที่สุดของมนุษย์เลยทีเดียว

และผมอยากให้คุณที่เป็นรักร่วมเพศ หรืออาจจะเป็นคนปกติ ได้รู้จักควบคุม จัดการและหาทางออกที่ดีที่สุด กับด้านที่เลวร้ายของความรักความใคร่ ที่มันอาจจะฆ่าคุณให้ตายได้ อย่าให้มันมามีอิทธิพลเหนือชีวิตของคุณ เราไม่ตายหรอก ถ้าชีวิตต้องผิดหวังหรืออยู่อย่างไม่มีความรัก " อดข้าวดอกหนาชีวาวาย ไม่ตายดอกหากอดเสน่ห์หา " อย่างที่คนโบราณเค้าว่ากันไว้

ทั้งหมดนี้มันเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผม เท่าที่ประสบการณ์ในชีวิตของผมจะให้ผมได้ แน่นอนอย่างที่สุดว่า มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องทั้งหมดหรอก

แต่ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า คนเราควรที่จะอยากให้ เท่าๆ กับที่อยากได้รับจากคนอื่น คุณว่ามั๊ย

จริงๆ แล้วเรื่องของผมค่อนข้างยาวและบางอย่างก็สลับซับซ้อนมาก บางความรู้สึก บางเหตุการณ์อาจจะตกหล่นไป เพราะมันก็ผ่านมาหลายปีแล้ว แต่บางความรู้สึก บางเหตุการณ์ ต่อให้อีกกี่ปี ผมก็ไม่มีวันลืมมัน ผมพยายามนำเสนอให้สั้นที่สุดและให้ได้เนื้อหาที่ผมต้องการที่จะสื่อมากที่สุด บางอย่างที่ไม่ดีก็ไม่เล่า บางอย่างที่ดีก็เล่าล่ะนะ จากที่เคยมีกว่า 19 หน้า ตัดส่วนที่ไม่อยากนำเสนอหรือไม่ค่อยจำเป็นออก ในที่สุดก็เหลือ 11 หน้าพอดิบพอดี

ผมขอขอบคุณ นายเจมส์ขวัญใจของผม เจ้าของเว็บ xq28.net ที่ผมอ่านเรื่องความในใจของเค้าเมื่อหลายปีมาแล้วตอนสมัยที่ผมยังเรียนในมหาวิทยาลัย และเกิดความประทับใจเป็นอย่างมาก และทำให้ผมอยากจะเล่าเรื่องของผมบ้าง ถึงแม้ว่าผมจะรู้สึกอกหักหน่อยๆ ที่รู้ว่าตอนนี้นายเจมส์มีแฟนแล้ว

และด้วยความรักอย่างที่สุดเท่าที่จะมีให้ได้ ผมขอขอบคุณแฟนของผมสำหรับชีวิตในวันนี้ที่ผมมี เค้าขอขอบคุณ ผิวขาวๆ รอยยิ้มสวยๆ หน้าตาน่ารักๆ และความกล้าในการตัดสินใจของตัวเองนะ หากเรื่องของเราสองคนทำให้คนอ่านได้อะไรๆไปบ้าง ก็ขอยกความดีให้ตัวเองนะ ขอให้ตัวเองมีความสุข จะได้ขาวอย่างนี้ไปเรื่อยๆ หน้าใส และน่ารัก ยิ้มสวยๆ ให้เค้าเห็นแล้วคึกคักมีชีวิตชีวาต่อไปเรื่อยๆนะครับ

เค้ายังจำทุกอย่างที่เราทำด้วยกันตลอดเวลาเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา เค้ายังจำฝรั่งและแตงโมที่ตัวเองซื้อเอาไว้รอเค้าที่ห้องตอนเย็นหลังเลิกเรียนทุกวัน ยังจำหนังเรื่องแรกที่เราไปดูด้วยกัน ที่ยิงกันจนเลือดท่วมจอ ถึงแม้มันจะเป็นการเริ่มต้นที่โหดไปหน่อยสำหรับหนังเรื่องเรื่องแรกที่เราได้มีโอกาสได้ไปดูด้วยกัน แต่ก็เป็นการดูหนังที่เค้ามีความสุขมาก

ยังจำหนังสือเอนเตอร์เทนเล่มแรกที่ตัวเองให้เค้ายืมอ่าน ยังจำเงิน 200 บาทที่ให้ยืมเป็นครั้งแรก (หลังจากนั้นก็ให้ยืมอีกเรื่อยๆ) ยังจำ CD เกมส์แผ่นแรกที่ตัวเองให้ยืม แล้วแผ่นมันมีรอยข่วนมากจนเกือบทำให้ CDROM Drive เกือบพัง ขอบคุณพ่อแม่ของตัวเองที่ให้กำเนิดตัวเอง อบรมเลี้ยงดูจนได้ขนาดนี้ และขอบคุณอะไรอีกก็ไม่รู้ที่ทำให้เราเจอกัน และเป็นอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้และจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป

Offline lingnoi

  • Sr. Member
  • *
  • Posts: 325
อันนี้แค่บทนำใช่ป่าว  :icon_smile: ชักอยากอ่าน


++ มีความจริงอยู่ในความรักตั้งมากมาย

Offline SAAT

  • Full Member
  • *
  • Posts: 236

Offline Goa'ul

  • VIP Member
  • *
  • Posts: 538
Thank God I found you !

ชีวิตของผม

ผมเป็นคนกรุงเทพ เกิด โต เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่นี่ และเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนแรกผมไม่อยากไปเรียนที่นั่นเลยเพราะไม่อยากจากบ้านไปด้วยความที่ตั้งแต่เกิดจนอายุ 18 ปียังไม่เคยไปอยู่ที่ไหนเลยยกเว้นที่บ้าน แต่ว่าพ่อกับแม่ผมกลับสนับสนุนให้ไปเรียนที่นั่น เพราะอยากให้ผมได้ประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ อยากให้ไปเรียนในสภาพแวดล้อมดีๆ ไม่ต้องเร่งรีบตื่นแต่เช้าไปเรียนหนังสือเหมือนที่อยู่ในกรุงเทพ

ผมก็เลยตัดสินใจไปเรียนที่นั่นตามที่พ่อกับแม่ต้องการ และผมก็ตัดสินใจไม่ผิดเลยที่ไปเรียนที่นั่น มันเป็นชีวิตใหม่ในช่วงวัยรุ่น เต็มไปด้วยสิ่งใหม่ๆสภาพแวดล้อมใหม่ๆที่ผมไม่เคยเจอ ได้อยู่หอ ได้อยู่กับเพื่อนๆ ไม่ต้องตื่นแต่เช้าเหมือนเรียนในกรุงเทพ ได้เจอเพื่อนใหม่ๆที่บางส่วนก็มาจากทั่วประเทศแต่ส่วนใหญ่มาจากภาคอีสานซึ่งส่วนใหญ่นิสัยดีน่ารัก

แต่ลึกๆแล้วผมกลับมีความทุกข์ที่ไม่สามารถบอกหรือขอความช่วยเหลือจากใครได้ "เพราะผมเป็นเกย์" สำหรับผมถึงแม้ว่าจะทำใจยอมรับความจริงได้มานานแล้ว แต่มันก็ได้นำความทุกข์มาให้ชีวิตผมมากมายนัก

ผมเป็นคนที่หน้าตาไม่ดี ตัวดำและไม่มีแรงดึงดูทางเพศทั้งเพศตรงข้ามและเพศเดียวกันเอาเสียเลย ผมเริ่มรู้ตัวเองว่าเป็นมาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ม.2 และเริ่มรับรู้ถึงความทุกข์ของการที่เกิดมาเป็นเกย์

ผมแอบรักเพื่อนที่เรียนห้องเดียวกันที่สนิทกับผมมากรักแบบหัวปักหัวปำเพราะเป็นความรักครั้งแรกแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ แสดงออกก็ไม่ได้ บอกเค้าก็ไม่ได้ คนที่เคยเป็นแบบผมคงจะรู้ถึงความทุกข์อันนี้ได้เป็นอย่างดี

แต่ผมก็ต้องมาเจ็บ มาเสียใจกับเรื่องความรักอีกครั้งซึ่งคราวนี้มันรุนแรงและส่งผลเสียหายกับชีวิตของผมเป็นอย่างมาก มันแทบทำให้ผมเสียคนไปเลยเลยทีเดียว

การเรียนในระดับมหาวิทยาลัยของผม ผ่านปี 1 ไปได้ด้วยดีด้วยผลการเรียนที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก จนผมขึ้นปี 2 ผมแอบหลงรักเพื่อนคนหนึ่งซึ่งอยู่คนละภาควิชากับผม และความทุกข์เดิมๆก็กลับมาหาผมอีกครั้งและมันรุนแรงกว่าครั้งแรกเสียอีกเพราะเค้าให้ความสนิทกับผมมากและอยู่หอเดียวกันแล้วเราก็เจอกันทุกวัน จนผมห้ามใจไม่ให้รักไม่ได้ทั้งๆที่รู้ว่ามันจะต้องจบลงด้วยความทุกข์ทรมานก็ตาม

เรื่องอย่างนี้ถ้าไม่เกิดกับใคร ก็คงไม่รู้ว่ามันมีอิทธิพลต่อชีวิตของเรามากมายขนาดไหน บางวันเค้าก็ทำให้ผมมีความสุขมาก บางวันเค้าก็ทำให้ผมแทบจะเป็นบ้า ทั้งๆที่เค้าไม่รู้เลยว่า ผมแอบชอบเค้าอยู่ ผมพยายามที่จะห้ามใจตัวเอง แต่ก็ทำไม่ได้ มันสับสน อ้างว้างมากในช่วงนั้น อาจจะเป็นเพราะผมต้องอยู่ไกลบ้าน ไม่มีพ่อแม่มาคอยดูแลควบคุม ทำให้ผมบังคับตัวเองไม่ได้เลย

บางวันผมรู้สึกเหงามาก ผมไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน ผมไม่มีสมาธิที่จะเรียน ที่จะอ่านหนังสือเลย หมดอาลัยตายอยากกับชีวิต เริ่มเที่ยวกลางคืนกับเพื่อนหรือพวกรุ่นพี่ เริ่มกินเหล้า เริ่มสูบบุหรี่ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผลการเรียนของผมตกต่ำลงไปเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าตอนนั้นผมเป็นเด็กใจแตกอย่างเต็มตัว

จากที่เคยได้ GPA ระดับ 3 กว่า ตอนปี 1 แต่ตอนจะขึ้นปี 3 แทบไม่น่าเชื่อว่า GPA รวมของผม เฉียดระดับที่ต้อง Retire มานิ๊ดเดียว และแถมได้ F อีก 4 ตัว ซึ่งตอนแรกผมนึกว่าจะไม่รอดเสียด้วยซ้ำไป ถึงแม้จะไม่ถึงกับถูก Retire แต่ผมจะต้องพบกับการเรียนที่ยากลำบากและ ความกดดันแน่ในอีก 2 ปีที่เหลือ และอาจจะไม่จบภายใน 4 ปี เพราะบางตัวก็เป็นวิชาที่ต่อเนื่องมีผลทำให้ไม่สามารถลงเรียนบางวิชาได้ตอนขึ้นปี 3

ผมเครียดมาก เครียดจนนอนไม่หลับ กินอะไรก็แทบจะไม่รู้รสเลย เรื่องนี้มันตามหลอนผมอยู่ตลอดเวลา ผมกลัวที่จะกลับบ้าน กลับไปเจอพ่อแม่พี่น้อง พวกเค้าตั้งความหวังในตัวผมค่อนข้างมาก ซึ่งพวกเค้าไม่ผิดที่หวัง เพราะผมเองเป็นคนที่รับผิดชอบเรื่องการเรียนของตัวเองได้ดีมาตลอด ไม่เคยทำให้ครอบครัวผิดหวังในเรื่องนี้เลย

ผมยอมรับว่าช่วงนั้นผมทำอะไรไม่ถูกเลย มันเป็นความผิดพลาดครั้งแรก และครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผมตั้งแต่เกิดมา ผมจัดการกับชีวิตตัวเองไม่ได้เลย ผมเคยคิดที่จะฆ่าตัวตายด้วยซ้ำไป

ผมเสียใจมากเมื่อพ่อ แม่และพี่สาวรู้ตอนใบส่งเกรดไปถึงบ้าน ผมได้รับรู้ถึงความทุกข์ของครอบครัวที่ผมเป็นคนทำ ผมร้องไห้และกราบขอโทษพ่อ แม่และพี่สาวซึ่งผมสนิทและรักพี่สาวของผมมากและพี่สาวคนนี้เองที่ส่งเสียผมกับน้องชายคนเล็กเรียน ผมสงสารพี่สาวผมมาก

ผมรู้สึกสำนึกผิดและสัญญากับตัวเองว่าจะต้องกลับตัวและพยายามเรียนให้จบให้ได้แต่ลึกๆแล้วความรู้สึกย่ำแย่ของผมก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่นัก ผมจึงต้องลงเรียน Summer 2 วิชา ส่วนอีก 2 ตัวเอาไว้เก็บตอนขึ้นปี 3

แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันและเลวร้ายที่สุดกับผมในช่วงนั้นก็เกิดขึ้น พ่อผมซึ่งเป็นข้าราชการและจวนจะปลดเกษียนอยู่แล้วเกิดอุบัติเหตุถูกรถชนเสียชีวิตตอนที่ขี่มอเตอร์ไซค์ไปซื้อหนังสือพิมพ์ที่หน้าปากซอย ตอนนั้นเป็นต้นเดือนมีนาคมปี 2540 ซึ่งผมกลับไปอยู่บ้านที่กรุงเทพพอดี ผมรู้สึกเสียใจและสับสนกับเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับผมในช่วงนั้นมาก

พอเสร็จงานศพพ่อแล้วตอนผมนั่งรถทัวร์กลับขอนแก่นเพื่อที่จะมาเรียน Summer ผมคิดว่านั่นมันเป็นการเดินทางที่ทรมานและยาวนานที่สุดสำหรับผม ปกติผมจะเป็นคนที่นั่งรถแล้วชอบหลับตลอด แต่ครั้งนั้นผมไม่หลับเลย จิตใจมันปั่นป่วนว้าวุ่นไปหมดทั้งกลุ้มใจกับอนาคตการเรียนของตัวเองเสียใจเรื่องพ่อ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมต้องมาเจอกับเหตุการณ์ที่ร้ายแรงอย่างนี้ ผมไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ให้คิดมากได้ ทั้งเรื่องที่บ้านเพราะสงสารแม่เหลือเกิน
แม่ผมไม่สบายถึงกับต้องไปนอนโรงพยาบาลตอนที่พ่อเสียเพราะผมรู้ว่าพ่อกับแม่ผมเค้ารักกันมาก ตลอดชีวิตผมที่เกิดมาผมไม่เคยเห็นพ่อกับแม่ผมทะเลาะกันเลยพ่อผมเป็นคนที่รักครอบครัวมาก แต่พ่อต้องมาจากไปอย่างที่คิดไม่ถึงอย่างนี้ แม่ผมคงจะเสียใจมากเป็นธรรมดา

ตัวผมเองก็ทำให้พ่อเสียใจเรื่องการเรียนก่อนที่ท่านเสียด้วย ผมนั่งน้ำตาไหลมาตลอดทาง ไม่รู้ว่าน้ำตามันมาจากไหนเหมือนกัน มันไหลออกมาเอง บรรยากาศรอบๆตัวไม่ว่า จะมองไปทางไหน มันเศร้า มันหดหู่ไปหมด

Offline lingnoi

  • Sr. Member
  • *
  • Posts: 325
ความรักมีอานุภาพมาก ลิงน้อยก็เคยรักคนอื่นข้างเดียวเหมือนกัน เป็นช่วงที่ทรมานมั๊กๆ  :icon_crying: ไม่เป็นอันกินอันนอน


++ มีความจริงอยู่ในความรักตั้งมากมาย

Offline Goa'ul

  • VIP Member
  • *
  • Posts: 538
Summer ปี 2540

คืนหนึ่งในฤดูร้อนปลายเดือนมีนาคมปี 2540 ผมกับเพื่อนไปนั่งกินกาแฟเย็นที่ร้านแถวๆหลังมอ ผมก็นั่งดูดกาแฟเย็นของโปรดและคุยกับเพื่อนอยู่เพลินๆจนรู้สึกว่ามีใครคนหนึ่งเดินมาชนเก้าอี้ที่ผมนั่งอยู่อย่างแรงซึ่งผมกำลังดูดกาแฟอยู่จนทำให้หลอดกาแฟทิ่มเพดานปากของผม

ผมก็เลยหันขึ้นไปมองหาว่าใครเป็นคนทำ พอเงยหน้าไปก็เจอนักศึกษาชายใส่เสื้อยืดสีขาวเหมือนจะเป็นพวกเด็กปี 1 จะขึ้นปี 2 หน้าตาน่ารักมาก ตี๋ๆ ขาวๆ เค้ารีบขอโทษผมเป็นการใหญ่ ซึ่งตอนนั้นผมก็ไม่ได้โกรธอะไรมากมาย พอผมบอกว่าไม่เป็นไรแล้วเค้าก็หันมายิ้มให้แล้วก็เดินออกไปกับกลุ่มเพื่อนที่มาด้วยกัน

ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากก็หันมาคุยกับเพื่อนต่อสักพักแล้วก็กลับไปนอนดูโทรทัศน์ที่ห้องต่อจนเผลอหลับไปแต่ตื่นขึ้นมาอีกทีกลางดึกแต่จำไม่ได้ว่ากี่ทุ่ม คืนวันนั้นฝนตกหนักเป็นพายุฤดูร้อน ผมเห็นมันตั้งเค้าจะตกมาตั้งแต่ตอนเย็นแล้ว ผมรู้สึกหิวข้าวมากเพราะยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลย จึงรอจนฝนซาเลยออกมาหาขนมกินที่ร้าน 7-Eleven หลังมอ ตอนจะกลับฝนก็ตกหนักอีกจนผมต้องยืนรออยู่หน้าร้านเพราะต้องขับมอเตอร์ไซค์กลับอีกไกลคงต้องเปียกแน่

ตอนนั้นเองผมเห็นมีคนยืนหลบฝนที่หน้าร้าน 7-Eleven อยู่อีกคน แต่ผมไม่ได้สังเกตว่ายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ผมจำได้ว่าเป็นคนเดียวกับคนที่เดินชนผมในร้านกาแฟเมื่อตอนหัวค่ำนี่เอง เค้าหันมามองผม ผมก็มองเค้าต่างคนต่างมอง ตอนแรกผมว่าจะเอ่ยปากทักก่อน แต่กลัวเค้าจำเราไม่ได้แล้วเราจะหน้าแตก แต่เค้ากลับยิ้มให้ผมก่อน ผมก็เลยยิ้มตอบ เค้าเลยเดินเข้ามาหาแล้วถามว่ามาซื้ออะไร

เราก็เลยได้คุยกันเลยรู้ว่าเค้าเป็นเด็กวิศวะภาคคอมพิวเตอร์จะขึ้นปี 3 เหมือนกัน อายุเท่ากับผม เกิดปีเดียวกัน แต่หน้าเค้าเด็กและใสมาก จนตอนแรกผมคิดว่าเป็นเด็กๆปี 1 พอรู้ว่าเรียนเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ผมเรียนวิทย์คอม) เหมือนกันเราก็เลยคุยกันเกี่ยวกับเรื่องคอมพิวเตอร์ เรื่องเรียน ฆ่าเวลารอให้ฝนหยุดตก

แต่ปรากฏว่ายิ่งคุยยิ่งถูกคอเพราะมีหลายเรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่เราชอบเหมือนกัน เป็นเรื่องซึ่งผมคุยกับเพื่อนผมแล้วคุยกันไม่รู้เรื่อง แต่ผมคุยกับเค้ารู้เรื่อง เค้าชอบเหมือนกับผม คือมุมมองและทรรศนะคติตรงกัน ยิ่งคุยยิ่งมันส์แบบหยุดไม่ได้ พอฝนหยุดเราก็เลยตกลงไปคุยกันต่อที่โรงอาหารชายซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมานัก แล้วผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น จนทำให้เราทั้งสองคนนั่งคุยกันจนถึงสว่างแบบไม่รู้ตัว

คุณเชื่อมั๊ย ??? มันเหมือนกับว่า เราได้เจอเพื่อนเก่าที่สนิทกันมากแต่จากกันไปนานหลายปี แล้วเพิ่งมาเจอกันต่างฝ่ายต่างก็เอาเรื่องที่แต่ละคนเจอในระหว่างที่จากกันมาเล่าสู่กันฟัง มันรู้สึกว่าเหมือนผมรู้จักเค้ามานานมาก เราสนิทกันเร็วมาก ผมได้เห็นเค้าชัดๆใกล้ๆผมเริ่มรู้สึกแอบสนใจเค้านิดๆเพราะเค้าหน้าตาน่ารักมาก ผิวขาว ตี๋ๆ ตรงตาม spec ผมชอบทุกอย่าง แต่ผมก็ไม่กล้าคิดอะไรมากกับเค้า

ผมคอยเตือนตัวเองตลอดเวลาว่าไม่อยากเจ็บปวดกับเรื่องอย่างนี้อีกแล้วต่อไปนี้หน้าที่ของผมก็คือต้องตั้งใจเรียนให้เต็มที่ เพื่อที่แม่กับพี่สาวของผมจะได้หมดห่วงในตัวผมเสียที เค้าถามผมว่าทำไมผมถึงหัวโล้น ผมก็บอกว่าผมบวชหน้าไฟให้พ่อ เพราะพ่อเพิ่งเสียไปไม่นานนี้เอง เรานั่งคุยกันจนสว่างก็เลยต้องแยกย้ายกันกลับไปนอน แต่เรานัดเจอกันที่โรงอาหารชายที่เดิมตอน 4 โมงเย็นของเพราะเค้าจะให้ผมยืมแผ่นซีดีโปรแกรมกับแผ่นเกมส์ แผ่นหนัง ที่ผมอยากได้

ผมตื่นนอนอีกทีตอนบ่าย 2 โมง แต่ว่าวันนั้นมันไม่เหมือนกับทุกๆวันที่ผ่านมา วันนี้ผมรู้สึกมีความสุข มีชีวิตชีวากระตือรือร้นอย่างผิดปกติ บ่าย 4 โมงเย็นกว่าๆ ผมมาที่โรงอาหารชาย มองไปที่ที่เรานัดเจอกัน ผมมองเห็นเค้านั่งอ่านหนังสือรอผมอยู่แล้ว ผมแอบสังเกตเค้าชัดๆตอนกลางวัน เค้าน่านักมาก ตี๋ๆ ผิวขาวใส จนเห็นเส้นเลือด ปากแดง หล่อน่ารัก ผมเพิ่งสังเกตว่าเค้าเป็นคนที่ยิ้มสวยมาก เวลาที่เค้ายิ้มแล้วมันทำให้โลกสดใสเหลือเกิน

วันนี้เค้าใส่เสื้อยืดสีดำมันช่างตัดกับผิวขาวๆ สะอาดๆ ของเค้าเหลือเกิน มันทำให้หัวใจของผมอยู่ไม่เป็นสุขเลย เค้าเอาแผ่นซีดีโปรแกรมกับแผ่นเกมส์ แผ่นหนัง ที่ผมอยากได้มาให้ผมยืมจริงๆ จากนั้นเราก็กินข้าวด้วยกันนั่งคุยกันสักพักผมรู้สึกเกรงใจเค้ากลัวเค้ามีธุระ ผมเลยขอตัวกลับหอเอาเกมส์ไปลองเล่นก่อน แต่เค้ากลับชวนให้ผมไปลองเล่นที่หอของเค้าเพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ของเค้า spec สูงกว่าของผมมาก ผมเลยตกลงทันที (มีหรือที่จะไม่ไป)

ปรากฏว่าหอผมกับหอของเค้าอยู่ใกล้กันมากเข้าซอยเดียวกันแต่แปลกที่เราไม่เคยเจอกันมาก่อนเลย เค้าไม่เพียงแต่จะหน้าตาน่ารักเท่านั้น เค้ายังจัดห้องของเค้าน่ารักน่าอยู่มาก สะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย เค้าอยู่คนเดียวไม่ได้อยู่กับเพื่อน ผมเห็นเทปเพลงของเค้าส่วนใหญ่เป็นเทปเพลงสากลซึ่งเป็นนักร้องที่ผมชอบเหมือนกัน เช่น เจ๊แม่มาดอนน่า แถมยังชอบเพลงพวก R & B เหมือนผมอีก

ผมรู้สึกแปลกใจมาก เพราะจะหาคนที่ชอบฟังเพลงประเภทนี้ยาก เค้ายังชอบอ่านหนังสือที่เกียวกับหนังอย่างหนังสือเอ็นเตอร์เทน ที่เล่มละ 20 บาท ที่ผมชอบอีกเหมือนกัน มีเป็นกองเลย ผมเลยถามเรื่องนี้กับเค้า ปรากฏว่าเราชอบเหมือนกันทุกอย่าง ชอบหนังเรื่องเดียวกัน ชอบดาราคนเดียวกัน แถมยังชอบเล่นเกมส์แบบเดียวกันอีกตางหาก

แล้วที่เหมือนผมที่สุดอีกอย่างคือจริงๆ แล้วเค้าเป็นคนทะลึ่งมาก มีอารมณ์ขัน มุขตลกลามก แบบประหลาดๆ ตอนแรกผมก็นึกว่าเค้าเป็นคนกรุงเทพ เพราะหน้าตา การแต่งตัวเหมือนเด็กในกรุงเทพมาก ไม่มีวี่แววอีสานเลยแม้แต่น้อยรวมทั้งสำเนียงการพูดด้วย จริงๆแล้วเค้าเป็นคนจังหวัดชลบุรี เป็นครอบครัวคนจีน แต่พ่อกับแม่ย้ายมาอยู่จังหวัดหนึ่งที่อยู่ริมแม่น้ำโขง เพื่อทำธุรกิจกับฝั่งลาว ย้ายมาตั้งแต่เค้ายังเด็กๆ

เค้าถามผมเกี่ยวกับเรื่องเรียน ผมก็บอกความจริงไปว่าเทอมที่แล้วเที่ยวมากไปหน่อยเลยได้ F ไป 4 ตัว summer งวดนี้เลยต้องเก็บ 2 วิชา แต่อีกเหตุผลหลักๆที่ทำให้ผมประสบความล้มเหลวอย่างหนักเกี่ยวกับการเรียนตอนปี 2 และผมก็คงไม่กล้าบอกใครแน่ ก็คือผมอกหัก ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ เลยไม่มีกะจิตกะใจจะอ่านหนังสือสอบ แล้วช่วงนั้นใจแตกเริ่มเที่ยวกลางคืนด้วย

ถึงผมจะเป็นเกย์ (คิง 100 % ) แต่ผมก็เที่ยวอย่างที่ผู้ชายทั่วไปเที่ยวทุกอย่าง ผมไม่แสดงออกโดยสิ้นเชิง สิ่งเดียวที่ผมแตกต่างจากผู้ชายปกติคือ ผมไม่ชอบและไม่มีอารมณ์ทางเพศผู้หญิง แต่ผมกลับชอบผู้ชายน่ารักๆ ขาวๆ เหมือนที่ผู้ชายปกติชอบผู้หญิงนั่นล่ะครับ ผมเป็นคนที่เจ้าชู้มาก คือเห็นใครน่ารัก ถูกใจก็ไปแอบชอบ แอบมอง เยอะแยะไปหมด ถ้าการจีบผู้ชายเป็นเรื่องปกติผมคงไล่จีบผู้ชายไปทั่วแน่

อีกไม่กี่วันก็ถึงเดือนเมษายนที่จะเริ่มเรียน summer แล้ว แต่ผมรู้สึกว่าหัวใจมันเบ่งบานมีความสุขอย่างประหลาด ทั้งๆที่ก่อนที่ผมจะเจอเค้าชีวิตผมมีแต่เรื่องเศร้าๆมาตลอด ทั้งเรื่องการเรียนที่ตกต่ำจนเกือบจะถูก Retire และพ่อก็เพิ่งเสีย จนทำให้ผมรู้สึกหมดอาลัยตายอยากกับการเรียนเป็นอย่างมากในช่วงก่อนหน้านั้น ผมรู้สึกอายเพื่อนๆ และเบื่อที่จะต้องมาลงทะเบียนเรียนวิชาเดิมๆที่ได้ F แต่พอมาเจอเค้าแค่ไม่กี่วันชีวิตผมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โลกของผมสดใสมาก ท้องฟ้าแบบว่าเป็นสีชมพู ผมรู้สึกถึงความมีชีวิตชีวา มีความสุขมาก

และแล้วผมก็ไม่สามารถห้ามนิสัยเจ้าชู้ของผมได้อีกตามเคย ผมรักคนง่ายมาก ทั้งๆที่เพิ่งอกหักมาและก็ส่งผลเสียต่อชีวิตผมมากมาย แต่ผมก็ห้ามใจตัวเองไม่ได้

ผมเริ่มแอบชอบเค้าอีกแล้ว

เดือนเมษายน ปี 2540 เป็นเดือนที่ผมมีความสุขมากที่สุด ทั้งๆที่ผมต้องเรียนอย่างหนักแต่ละวันมันผ่านไปเร็วมาก ชีวิตผมมีความสุข สดใส โลกของผมเป็นสีชมพู มันเกิดกำลังใจที่เข้มแข็งและรุนแรงเป็นอย่างมาก ผมไม่รู้สึกเบื่อกับอะไรเลย ผมอ่านหนังสือเรียนอย่างไม่รู้สึกเบื่อมันเลย มีสมาธิกับการเรียนมาก ไม่ฟุ้งซ่านเหมือนแต่ก่อน

มาถึงตอนนี้ผมยอมรับกับตัวเองแล้วว่า " ผมได้ตกหลุมรัก รอยยิ้ม ความร่าเริงแจ่มใส ความน่ารัก เสียงหัวเราะ อารมณ์ขันแบบประหลาดๆของเค้า เข้าอย่างเต็มเปา " ยิ่งรู้จักเค้า ยิ่งคบกันนาน ผมยิ่งหลงรัก มันมีเสนห์อะไรบางอย่างในตัวเค้าที่ผมรู้สึกประทับใจมากกว่ารูปร่างหน้าตาของเค้าเสียอีก

ความรู้สึกที่ว่าเราตกหลุมรักใครสักคน แล้วเราได้มีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดกับเค้าคนนั้นตลอดเวลามันช่างมีความสุขเหลือเกินเวลาที่ได้เจอหน้าเค้า ผมว่าคนที่เคยแอบรักใครสักคนหนึ่งหรือเพิ่งเริ่มมีความรักคงจะรับรู้ถึงความรู้สึกอันนี้ได้เป็นอย่างดี

ผมกับเค้าแทบจะเจอกันทุกวัน ถึงแม้จะเรียนคนละคณะ เวลาเรียนไม่ตรงกัน แต่ตอนเย็นๆที่มีเวลาว่างๆ เราก็จะนัดออกไปวิ่งหรือไม่ก็ไปหาหนังสืออ่าน ไปกินข้าว คือผมจะต้องหาเรื่องที่จะได้เจอเค้าให้ได้ ผมมีความสุขมาก ตอนหัวค่ำผมก็ไปอ่านหนังสือที่ห้องของเค้า โดยอ้างว่าห้องผมมันร้อน ( แต่มันก็ร้อนจริงๆ ) แต่จริงๆแล้วผมต้องการที่จะหาโอกาสได้อยู่ใกล้เค้ามากกว่า เราไปดูหนังในเมืองด้วยกัน ทำอะไรด้วยๆกันอีกหลายๆอย่าง

ช่วงนั้นเราคบกันแบบเพื่อนทั่วๆไป เพราะสิ่งที่ทำให้เราสนิทกันเร็วมากก็คือเรื่องเกมส์ เรื่องคอมพิวเตอร์ ( ส่วนใหญ่จะหนักไปทางเล่นเกมส์ ดูหนัง ) มันเป็นงานอดิเรกที่สนุกมากสำหรับเราสองคน

แล้วมันเหมือนกับว่าเราจะต้องเจอกันให้ได้ทุกวัน คือถ้าผมไม่ไปหาเค้าที่ห้อง เค้าก็จะมาที่ห้องผมเอง ถ้าผมไม่ชวน เค้าก็เป็นฝ่ายชวนผมไปไหนมาไหนเอง ผมแทบจะไม่อยู่ห้องของผมเลย จนเพื่อนที่อยู่ด้วยกันสงสัย ผมก็ได้แต่อ้างไปโน่นไปนี่ต่างๆนาๆ แต่เพื่อนผมไม่รู้ว่าผมเป็นอะไร เพราะผมไม่แสดงออกอะไรเลย ไม่มีแสดงอาการใดๆว่าตัวเองเป็นเกย์ทั้งสิ้น ไม่แสดงออกว่าเราสนใจผู้ชายเวลาอยู่กับเพื่อน ทำแกล้งตื่นเต้นเวลาเห็นผู้หญิงสวยๆ (โอ๊ย...มันโครตที่จะฝืนเลยครับ )

ช่วงเวลาที่เรียน summer เดือนเมษายน ปี 2540 มันช่างผ่านไปรวดเร็ว ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตผมก็ดีขึ้นเป็นอย่างมากทรรษนะคติที่มีต่อสิ่งต่างๆจากที่เคยเศร้า หดหู่ ก็เปลี่ยนเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ก็เป็นเพราะเค้าที่ทำให้ผมมีความสุข มีความหวัง มีกำลังใจ ถึงแม้เค้าจะยังไม่รู้ว่าผมแอบชอบเค้าอยู่ก็ตาม

Offline lingnoi

  • Sr. Member
  • *
  • Posts: 325
จะเป็นไงต่อไปน้า ความรักบทจะมาก็มาง่ายๆ เดินชนกันปุ๊ป กิ๊กเลย  :wacky:


++ มีความจริงอยู่ในความรักตั้งมากมาย

Offline hamster

  • Exclusive
  • Sr. Member
  • *
  • Posts: 436
ตกลงคนนี้ รักแท้สีชมพูยังอะ
ขอเดาว่ายังไม่ใช่ ไม่งั้นเดี๋ยวเรื่องจบเร็วเกิน
:thinking2:

Offline Goa'ul

  • VIP Member
  • *
  • Posts: 538
รักแล้ว รอหน่อย

และแล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามที่ผมหวังเอาไว้ผมได้ A หมดทุกวิชา ผมได้ความมั่นใจ สมาธิ และกำลังใจในการเรียนกลับมาอีกครั้งหลังจากที่สูญเสียความมั่นใจและเศร้าอยู่นาน ผมไม่รู้สึกกลัวว่าจะต้องเรียนอย่างหนักมากตอนขึ้น ปี 3 และ 4 เพื่อหนีการ retire อีกต่อไปแล้ว มันรู้สึกเหมือนกับว่าเราได้เกิดใหม่เลยนะครับ สำหรับชีวิตของนักศึกษาที่เกือบจะถูก retire อย่างผม

ประมาณต้นเดือนพฤษภาคม ปี 2540 หลังจากที่รู้ผลการเรียน summer แล้ว เราก็ต้องแยกย้ายกันกลับบ้าน จะกลับมาเจอกันก็ตอนเปิดเรียนปีการศึกษาใหม่ในเดือนมิถุนายน และตอนที่ผมกลับมาอยู่บ้านที่กรุงเทพนี่แหละ ที่ทำให้ผมรู้ว่าผมได้หลงรักเค้าแบบหัวปักหัวปำ แบบถอนตัวไม่ขึ้น หลงรักแบบรุนแรงกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา มันเหมือนจะเป็นบ้าเพราะคิดถึงเค้ามาก อยากเห็นหน้า อยากคุยด้วย แต่ผมไม่รู้ว่าจะติดต่อเค้ายังไง เพราะก่อนที่เราจะแยกกันกลับบ้าน ผมลืมเรื่องขอเบอร์โทรศัพท์ที่บ้านเค้าเสียสนิท คือผมไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลย
 
ถึงแม้ว่าผมจะกลับไปอยู่บ้านที่กรุงเทพไม่ถึง 20 กว่าวัน แต่มันเหมือนว่าแต่ละวันมันผ่านไปช้ามากๆ ผมอยากให้ถึงเดือนมิถุนายนเร็วๆ เพื่อจะได้กลับไปเจอเค้าอีกครั้ง เรียกได้ว่าถ้าผมได้อยู่คนเดียวเมื่อไหร่ ผมก็จะคิดถึงเค้าทันที ผมคิดถึงรอยยิ้มที่ร่าเริงสดใส คิดถึงเสียงหัวเราะ คิดถึงเรื่องตลกๆที่เค้าชอบเล่าให้ผมฟัง คิดถึงหน้าตาหน้ารักๆของเค้า คือกว่าที่จะเปิดเทอมได้ผมก็เกือบที่จะอกแตกตายเพราะความคิดถึงเค้านั่นเอง

วันที่ผมเดินทางกลับมหาวิทยาลัยตอนใกล้ที่จะเปิดเทอมใหม่เพื่อมาจัดการเรื่องการลงทะเบียนเรียน มันช่างแตกต่างจากวันที่ผมเดินทางจากกรุงเทพมามหาวิทยาลัยเพื่อมาเรียน summer ครั้งที่แล้วมาก อารมณ์ ความรู้สึกมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ครั้งที่แล้วมันเต็มไปด้วยความเศร้า หดหู่ ผมนั่งร้องไห้น้ำตาไหลมาตลอดทางจากกรุงเทพจนถึงขอนแก่น ไม่รู้ว่าน้ำตามันมาจากไหน มองอะไรรอบตัวก็หดหู่ไปหมดทุกอย่าง

แต่การเดินทางครั้งนี้ มันช่างมีความสุขเหลือเกิน มันสดชื่น โลกนี้มันช่างสวยงามและน่าอยู่เหลือเกินในความรู้สึกผม อยากให้ถึงขอนแก่นเร็วๆ เพื่อที่จะได้เจอเค้า อยากเห็นหน้าเค้า อยากคุยด้วยให้สมกับความคิดถึงที่ผมมีให้เค้า

ผมกลับมาที่มหาวิทยาลัยก่อนหน้าเค้า 1 วัน เค้ามาหาผมที่ห้องตอนสายๆ ตอนที่ผมเห็นหน้าเค้าครั้งแรกผมสุดแสนที่จะมีความสุข มันเหมือนกับว่าเราจากกันมานานแสนนาน ทั้งๆที่ไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่วันเท่านั้น และผมก็ต้องมีความสุขอย่างที่สุดอีกครั้ง เมื่อเค้าบอกว่า เค้าคิดถึงผมจัง อยากโทรไปคุยด้วยที่บ้านแต่ไม่ได้ขอเบอร์โทรที่บ้านผมไว้ นี่แหละที่ทำให้ผมมีความสุขมาก

คือคนตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก อะไรนิดหน่อยๆมันก็ดูจะมีความหมาย ทำให้มีความสุขไปหมดทุกอย่าง แค่เพียงเจอหน้ากันก็ทำให้ หัวใจเต้นถี่ เลือดสูบฉีดไปทั่วร่างกายอย่างรุนแรง ผมว่าคนที่เคยตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก ก็คงจะรู้สึกเหมือนที่ผมรู้สึกเหมือนกัน

มหาวิทยาลัยเปิดเทอมในเดือนมิถุนายน ผมขึ้นปี 3 และต่อจากนี้ไปผมจะต้องเอาใจใส่กับการเรียนอย่างถึงที่สุด ผมจะพลาดไม่ได้อีกแล้ว เพราะถ้าพลาดหมายถึงว่า ผมจะต้องถูก retire ทันที ซึ่งมันคงจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากหากต้องถูก retire ตอนที่จะขึ้นปี 4 แต่ตอนนั้นผมไม่รู้สึกกลัวอะไรเลย ผมมีกำลังใจอย่างมากมายเหลือเกิน แต่ละวันมันผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก ผมไม่เที่ยวกลางคืนอีกเลย เลิกกินเหล้า เลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด

ผมอ่านหนังสืออย่างหนักทุกคืน ว่างก็เข้าห้องสมุด ชีวิตของผมก็วนเวียนอยู่แค่นี้ แต่แปลกที่ผมไม่รู้สึกเบื่อมันเลย ผมออกจะสนุกกับมันเสียด้วยซ้ำ ที่ผมกลับตัวกลับใจและเป็นอย่างนี้ได้ ก็เพราะเค้า คือผมแอบชอบเค้าอยู่ แล้วมันเหมือนมีความรับผิดชอบอย่างน้อยๆก็รับผิดชอบตัวเอง มันเหมือนกับผู้ชายที่ไปชอบผู้หญิงแล้วเราต้องแสดงความรับผิดชอบ ความเป็นผู้นำให้ผู้หญิงเห็น

หลังจากที่เปิดเทอมแล้วผมกับเค้าก็สนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าบางทีเราไม่ได้เจอกันทุกวันเพราะเราเรียนคนละคณะกัน แต่อย่างน้อยๆก็อาทิตย์ละ2-3 วันที่ผมจะไปนอนเล่น อ่านหนังสือ เล่นเกมส์ ไปนอนดูโทรทัศน์ ที่ห้องของเค้า บางทีวันเสาร์-อาทิตย์ไหน ถ้าเพื่อนที่อยู่ด้วยกันกลับบ้าน ผมก็ต้องหาโอกาสไปนอนห้องเค้าให้ได้ คือผมจะเช่าหนังที่ผมกับเค้าชอบดูไปเยอะๆ หรือไม่ก็เช่าเกมส์ที่เค้าชอบ ผมก็จะได้โอกาสอยู่ใกล้ชิดเค้าด้วย หรือไม่ก็อ้างว่าจะไปขอดู Discovery Channel ที่ห้องเค้าเพราะที่หอผมไม่มี UBC เค้าก็ไม่ได้ว่าอะไร เหมือนจะชอบด้วยซ้ำ ตอนนั้นเรียกได้ว่าตอนนั้นผมทุ่มทุนสร้าง ( จีบเค้านั่นแหละ )มาก

ผมยิ่งสนิทกับเค้ามากเท่าไหร่ ผมก็เริ่มแน่ใจแล้วว่า " เค้าน่าเป็นเกย์เหมือนผม " มันยิ่งทำให้ผมมีความหวังมากขึ้น คือตอนนั้นผมก็จีบเค้าแบบอ้อมๆเต็มตัวแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกันผมก็เฝ้าสังเกตเค้าตลอดเวลา คือเค้าไม่แสดงออกเลย แต่ว่าเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังเวลาเค้าเผลอๆ หลุดออกมาเหมือนกัน ส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมค่อนข้างแน่ใจคือตั้งแต่ที่รู้จักกันมา เค้าไม่เคยสนใจหรือพูดถึงผู้หญิง หรือเวลาที่เราไปไหนมาไหนกันแล้วเจอผู้หญิงสวยๆผมไม่เคยเห็นเค้าจะสนใจเลย มีแต่ผู้หญิงมาชอบเค้าเยอะ

ก็อย่างที่หลายๆคนพูดเอาไว้ คนที่เป็นเกย์มักจะมี sense บางอย่างที่ทำให้มองผู้ชายที่เป็นเกย์ด้วยกันออก แต่มันไม่แน่ใจ บางครั้งก็อยากจะถามตรงๆแต่ก็กลัวว่าถ้าเค้าไม่เป็นแล้วเราจะมองหน้ากันไม่ติด ช่วงนั้นผมทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้
ก็อย่างที่คนเค้าว่ากัน ความรักทำให้คนตาบอด ทำให้เรากลายเป็นอะไร หรือทำอะไร ที่ไม่เคยทำ สำหรับตัวผมนี่ยอมทำตัวชั่วร้าย ไปค้นเครื่องคอมพิวเตอร์ของเค้า เผื่อเค้าจะseve รูปโป๊ของผู้ชายจากอินเตอร์เน็ทเก็บเอาไว้ซึ่งช่วงนั้นก็เริ่มมีเว็บของคนไทยในอินเตอร์เน็ทบ้างแล้ว หรือไม่ก็ค้นของส่วนตัวของเค้าเผื่อจะเจอหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้บ้าง ว่าเค้าเป็นเกย์ แต่ก็ไม่เจออะไรเลย ไม่มีเลยจริงๆ เค้าไม่มีรูปทั้งของผู้หญิงและของผู้ชาย ไม่มีอะไรเลยจริงๆ

จนบางครั้งที่ผมอยากจะทำทีขอไปนอนที่ห้องของเค้าแล้วทำทีเป็นขออาบน้ำ แล็วก็แก้ผ้าโชว์ไปเลยให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไป แต่ก็ไม่กล้าพอแล้วอีกอย่าง ผมก็ไม่ค่อยมีอะไรจะโชว์ด้วยคงไม่มีดีพอที่จะไปกระตุ้นต่อมเกย์ของใครให้แตกได้ ผมไม่หล่อ ผิวดำ แต่จะโชคดีก็ตรงที่ไม่อ้วน ตัวค่อนข้างสูงใหญ่และพอจะล่ำๆ มีกล้ามบ้างเท่านั้นเอง เพราะผมเล่นฟุตบอลและวิ่งทุกๆเย็นหลังเลิกเรียน เผื่อว่าแก้ผ้าให้เค้าเห็นแล้วจะทำให้เค้าสาวแตกหรือเปิดเผยอะไรออกมาบ้าง แต่ก็ไม่กล้าพอ ช่วงนั้นผมคิดยังงี้จริงๆ

ยิ่งเราสนิทกันมากเท่าไหร่ ยิ่งนานเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งหลงรักเค้ามากขึ้น ยิ่งแน่ใจว่า คนนี้แหละใช่สำหรับเรา ตอนนั้นผมไม่ได้ชอบเค้าหรือหลงรักเค้าตรงที่รูปร่างหน้าตาแล้ว มันผ่านจุดนั้นไปแล้ว ผมชอบทุกอย่างที่เป็นเค้า คือผมได้อยู่ใกล้ๆเค้าแล้ว ผมรู้สึกมีความสุข รู้สึกอบอุ่น รู้สึกถึงความเป็นมิตร

เวลาผ่านไป 1 เทอมอย่างรวดเร็วมาก เทอมแรกของปี 3 มันเป็นอะไรที่สวยงามลงตัวมากสำหรับผม แทบไม่น่าเชื่อการเรียนของผมดีขึ้นอย่างน่าประหลาด จนอาจารย์ที่ปรึกษาของผมเอ่ยปากชม จากที่เคยเตือนว่าถ้ายังไม่ขยันเรียน ผมจะต้องถูก retire ตอนขึ้นปี 4 แน่นอน ถึงขนาดที่เคยแนะนำว่าให้ผมลาออกไป Ent' ใหม่ด้วยซ้ำ เทอมนั้นผมได้ GPA ถึง 3.35 ทั้งๆที่เป็นเทอมที่มีแต่วิชายากๆทั้งนั้น และผมก็ต้องลงเรียนบางวิชาใหม่ด้วย มันเรียกความมั่นใจในชีวิตของผมกลับมาได้อย่างสมบูรณ์มาก

ที่สำคัญที่สุดสำหรับผมตอนนั้นคือ ผมทำให้แม่กับพี่สาวของผมดีใจมาก ที่เห็นผมกลับตัวได้ ถึงขนาดที่ว่าพี่สาวผมซึ่งตอนนั้นเพิ่งเรียนจบและมาทำงานอยู่ใกล้ขอนแก่น ลงทุนขับรถกลับไปรับแม่ที่กรุงเทพ มาหาผมที่ขอนแก่น เพื่อพาผมไปฉลอง ไปเที่ยว ไปหาซื้อของที่ผมอยากได้ ซึ่งช่วงสอบ Final นั้น ผมต้องโทรไปรายงานตัวกับพี่สาวทุกวัน คือทุกๆคนพยายามช่วยผมอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะพี่สาวผม ซึ่งตอนนั้นก็เป็นคนส่งเสียผมเรียนแทนแม่แล้ว ทั้งๆที่เพิ่งเริ่มทำงานได้ปีแรก

ผมมีความสุขและภูมิใจมากที่ทำให้แม่กับพี่สาวมีความสุขและเริ่มสบายใจเกี่ยวกับตัวผม

Offline SAAT

  • Full Member
  • *
  • Posts: 236
คุณ fevrier ชอบอ่านนิยายเหรอครับ น่ารักดีนะครับเรื่องที่เอามาลง


Offline Goa'ul

  • VIP Member
  • *
  • Posts: 538
คืนที่ไม่มีวันลืม

เดือนตุลาคม ปี 2540 หลังจากสอบเสร็จและรู้ผลแล้ว ผมก็ไม่ได้กลับบ้านเพราะแม่กับพี่สาวมาหาผมแล้ว ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมว่างและมีความสุขมาก หลังจากที่หมกมุ่นกับการเรียนอย่างหนักมา 1 เทอมเต็มๆ ผมได้พักผ่อนเต็มที่ ได้ดูหนัง ได้เล่นเกมส์ที่ผมชอบ เค้าก็ไม่ได้กลับบ้านเหมือนกัน ช่วงนี้เราอยู่ด้วยกันเกือบทั้งวัน ผมไปอยู่ห้องเค้า ไปนอนดูโทรทัศน์ ไปเล่นเกมส์ เล่นคอมพิวเตอร์

แต่ลึกๆแล้วมันมีสิ่งหนึ่งที่ทรมานใจผมมาก คือผมแอบหลงรักเค้ามาตั้งแต่เรียน summer จนมาถึงปลายปี เราไปด้วยกันได้ดีในทุกเรื่อง รู้ใจกันทุกอย่าง แล้วเราก็สนิทกันมาก มันมากเกินที่ผู้ชายธรรมดาๆเป็นแล้ว มันรู้สึกอัดอั้นอย่างบอกไม่ถูก ช่วงนั้นผมเริ่มแสดงออกแล้วว่าผมชอบเค้า ซึ่งเค้าก็ไม่ได้ว่าอะไร ซึ่งผมคิดว่าเค้าก็รู้ว่าผมเป็นอะไรและคิดยังไงกับเค้า

ตอนนั้นผมกลัวมาก ยอมรับกว่ากลัวอย่างที่สุด คือกลัวว่า พอเราบอกความจริงไปว่า เราเป็นเกย์แล้วเราก็หลงรักเค้ามานานแล้ว แต่ปรากฏว่า เค้าไม่ได้เป็นเกย์ เค้าคบกับเราในฐานะเพื่อนสนิทเท่านั้น แล้วทีนี้ผมจะให้ผมทำยังไง เพราะผมหลงรักเค้าไปจนหมดหัวใจแล้วในตอนนั้น ตอนนั้นมันยิ่งคิดผมก็ยิ่งกลัว ถ้าเค้ารู้ว่าเราเป็นเกย์แล้วถ้าเค้าเกิดไม่ชอบรับไม่ได้แล้วเลิกคบไปเลย ถ้าผมต้องเสียเค้าไป ผมคงทนไม่ได้แน่ ผมคงจะเสียผู้เสียคนไปเลยก็ได้

ผมใช้เวลาคิดอยู่นานและก็ตัดสินใจได้ว่า " ผมต้องบอกความจริงว่าผมเป็นอะไรและคิดยังไงกับเค้า " เพราะถ้าปล่อยให้นานไปกว่านี้ ผมคงอกแตกตายซะก่อน ถึงบอกไปแล้วมันกลับเป็นสิ่งที่เลวร้าย อย่างน้อยที่สุดความเป็นเพื่อนของเราอาจจะยังคงอยู่ ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่เป็นเหมือนเดิมก็ตาม

จนคืนวันหนึ่งตอนกลางเดือนตุลาคม ปี 2540 ซึ่งผมจำไม่ได้แล้วว่าเป็นวันไหน แต่ผมจำได้ว่าผมไปเช่าหนังที่ร้านหลังหลังมอมาหลายแผ่นมาก ผมก็กลับไปอาบน้ำที่ห้องแล้วก็ไปหาเค้าที่ห้องก็เอาหนังไปดูที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ห้องของเค้า คืนวันนั้นผมจำได้ติดตาจนมาถึงทุกวันนี้ เค้าใส่เสื้อกล้ามสีขาวกางเกงขาสั้นตัวใหญ่ๆ วันนั้นเค้าดูน่ารักและหล่อมากกว่าทุกวัน เค้าเพิ่งอาบน้ำสระผมเสร็จตัวเค้าหอมมาก หอมคลุ้งไปทั้งห้อง ผมก็ไปเปิดหนังดูเค้าก็มานั่งดูแล้วก็ผ้าขนหนูเช็ดผมตัวเองไปด้วย

คุณลองคิดดูซิครับ.............ผู้ชายที่เราแอบหลงรักมานานมาก หน้าตาน่ารัก ตี๋ๆ ขาวๆ ใส่เสื้อกล้ามสีขาวบางๆ กลิ่มหอมจากการที่เพิ่งอาบน้ำสระผมเสร็จใหม่ๆ กางเกงขาสั้นบางๆ มานั่งอยู่ใกล้ๆเรา มันช่างเร้าอารมณ์ผมเหลือเกิน ทำเอาผมออกอาการอยู่ไม่เป็นสุขดูหนังไม่รู้เรื่องเลย จนหนังจบผมรู้สึกง่วงเลยขอนอนที่ห้องเค้า เพราะปกติผมก็นอนที่นี่เป็นประจำอยู่แล้ว จนมีที่นอนของผมที่เป็นที่นอนปิ๊กนิ๊กปูกับพื้นอยู่หน้าโทรทัศน์ ส่วนเค้าจะนอนบนเตียงตลอด พอผมนอนเค้าก็ปิดโทรทัศน์ ปิดไฟ เดินไปเปิดพัดลมเพดาน แล้วมานอนข้างๆผม แทนที่จะขึ้นไปนอนบนเตียงของเค้า ตัวเค้าหอมมากจนผมรู้สึกอยู่ไม่เป็นสุขเลย

ผมตัดสินใจได้มาหลายวันแล้วว่าจะบอกความจริงว่าผมเป็นอะไรและคิดยังไงกับเค้า ซึ่งปกติผมเป็นคนที่คิดอะไรได้ก็จะทำเลย ครั้งนี้ก็เหมือนกันผมจำได้ว่าผมไม่กลัวเลยกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อผมได้บอกอะไรบางอย่างกับเค้าไปแล้ว ผมถามเค้าว่าเค้าคิดยังไงกับผม เค้าอึ้งไปสักพักแต่ก็ไม่ตอบอะไร ได้แต่หัวเราะคิ๊กๆ เบาๆ

ผมเลยตัดสินใจบอกไปว่า ผมน่ะชอบเค้านะ ชอบแบบเป็นแฟนไม่ได้ชอบแบบเป็นเพื่อนนะ แล้วก็ชอบมานานมากแล้วด้วย จะรับได้หรือเปล่า เค้าก็นอนหัวเราะคิ๊กๆ แล้วตอบกลับมาชนิดที่ผมคิดไม่ถึงว่าจะได้ยินคือ เค้าบอกว่า เค้าชอบผมมานานมากแล้วตั้งแต่เจอกันใหม่ๆ แล้วรอให้ผมบอกมาตั้งนานแล้ว นี่ถ้าผมไม่บอกเค้าคืนนี้ไม่แน่ว่าเค้าอาจจะเป็นฝ่ายบอกผมเอง เค้าดูออกว่าผมเป็นเกย์เหมือนกับเค้า แต่เค้าก็ไม่แน่ใจว่าผมจะเป็นจริงๆหรือเปล่า แล้วก็มีความรู้สึกเดียวกับผมคือกลัว

เค้าบอกว่ารู้สึกชอบผมตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้คุยด้วยเพราะรู้สึกถูกชะตากัน ชอบผมตอนที่หัวโล้น ซึ่งตอนนั้นผมหัวโล้นเพราะบวชหน้าไฟให้พ่อ เค้ารู้สึกชอบตั้งแต่ตอนนั้น ผมดูแข็งแรงเป็นผู้ชายดี พอได้คบเป็นเพื่อนกันก็เข้ากันได้และไปด้วยกันได้ดีในทุกๆเรื่อง เค้าน่ะจีบผมมานานมากแล้วนะ พยายามแสดงออกว่าชอบผม ทั้งชวนมาเล่นที่ห้อง ให้ยืมเทป ให้ยืมหนังสือ ให้ยืมเงิน ผมยังไม่รู้ตัวอีกหรือ ถ้าเป็นผู้ชายธรรมดาๆเค้าคงไม่ทำกันอย่างนี้หรอก

จริงๆแล้วก็คือต่างฝ่ายต่างแอบจีบกันอยู่แต่ไม่กล้าแสดงออกให้อีกฝ่ายรู้ ตอนนั้นผมอึ้งไปชั่วขณะแต่มันเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความความสุขที่สุดในโลก ผมก็ไม่รู้จะบรรยายอย่างไรถูก ผมไม่รู้จะพูดยังไง ก็เลยหัวเราะออกมาบ้างทั้งๆที่อยากจะร้องไห้ออกมาด้วยพร้อมๆกันด้วยซ้ำ มันเหมือนกับว่าเราได้ในสิ่งที่เราอยากได้มากที่สุด อยากได้มานานแล้ว แล้วมันก็ได้จริงๆ

ผมรู้สึกเหมือนถูกปลดปล่อยจากอะไรสักอย่างที่อัดอั้นมานานแสนนาน มันสุขจนไม่รู้จะบรรยายยังไง ผมก็บอกเค้าหมดทุกอย่างเกี่ยวกับความรู้สึกที่ผมมีต่อเค้า แล้วเค้าคือกำลังใจที่สำคัญที่สุดสำหรับผม ในช่วงที่ผ่านมาทำให้ผมกลับตัวได้ บอกเค้าว่าแม่และพี่สาวผมดีใจขนาดไหนเกี่ยวกับเรื่องการเรียนของผม ถ้าผมไม่เจอเค้าผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะเป็นยังไง ตอนนั้นผมร้องไห้ไปด้วย เหมือนคนบ้า

ครั้งแรกที่ผมได้กอดเค้านี่มันไม่รู้จะบรรยายยังไงดีเลยครับ มันเหมือนขึ้นสวรรค์ทั้งเป็นจะว่ายังนั้นก็ได้ เค้าหอมไปทั้งตัว ผมทั้งกอดทั้งหอมเค้าอยู่นานก่อนที่จะได้จูบเป็นครั้งแรก อยากจะบอกว่ามันรู้สึกดีจริงๆครับ หวานประทับใจมาก ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะขอแค่นอนกอดเค้าให้ชื่นใจเท่านั้น แต่มันทนความต้องการลึกๆของผมไม่ได้สุดท้ายก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย

คืนนั้นทุกตารางนิ้วในตัวเค้าผมได้สัมผัสและได้เป็นเจ้าของมันอย่างหวานชื่นและประทับใจที่สุด เราทำกันอยู่นานมาก ผมทำทุกอย่างให้เค้าแบบดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้

ผมอยากจะบอกว่า การที่เราได้มี sex กับคนที่เรารักเค้าจริงๆถึงแม้ว่าจะเป็นเพศเดียวกันก็ตามมันยังไงละ มันซาบซ่าน มันอบอุ่นหัวใจ มันภูมิใจ มันได้ความรู้สึกที่มากกว่าการถึงจุดสุดยอด จุดสุดยอดเป็นจุดหมาย แต่ระหว่างทางที่จะไปถึงนั้นมันทำให้เราสุขและอบอุ่นหัวใจอย่างชนิดที่บอกไม่ถูก คืนนั้นเป็นคืนที่ผมยังจำความรู้สึกเหล่านั้นได้ดีจนถึงวันที่ผมกำลังพิมพ์อยู่นี้ เป็นคืนที่เหมือนผมได้ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น

วันรุ่งขึ้นผมตื่นก่อนเค้า ความรู้สึกตอนนั้นก็คือมันเหมือนฝัน ผมมองดูเค้าที่ยังหลับอยู่ข้างๆผม มันเป็นความรู้สึกที่ดีเอามากๆ ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีเอามากๆ เหมือนได้สิ่งที่ต้องการมานาน แต่ไม่คิดว่า ตัวเองจะได้ แต่อยู่ๆก็ได้เป็นเจ้าของจริงๆขึ้นมา ผมไม่เคยคิดว่าก่อนในชีวิตเลยว่า ในชีวิตของผมจะได้สัมผัสกับความรู้สึกอย่างนี้

ผมมองดูเค้าแทบไม่น่าเชื่อว่าเมื่อคืนนี้ผมจะได้สัมผัสและได้เป็นเจ้าของเค้าแล้ว ผมกอดและหอมแก้มขาวๆของเค้า พอเค้าตื่นมาเค้าก็ยิ้มและกอดผม โอ๊ย...มันสุขที่สุดเลยครับ ผมเพิ่งได้เห็นเค้าชัดๆทั้งตัวตอนที่ถอดเสื้อผ้าออกหมดก็ตอนนี้ละ มันขาวสะอาดไปหมดทุกส่วน มันน่าสัมผัส มันเร้าอารมณ์ มันน่ากินมาก มันตัดกับผิวดำๆของผมชัดเจนดีแท้ ผมมีความสุขมากแล้วดูเค้าก็มีความสุขมากเหมือนกันเค้านอนยิ้มอยู่ตลอดเวลา

ผมลองมาคิดดูดีๆ ทำไมผมไม่รู้เลยว่าเค้าก็ชอบผมอยู่ ทั้งๆที่เค้าก็พยายามแสดงออกว่าชอบผมอยู่ จะมีผู้ชายธรรมดาๆที่ไหนที่เจอกันครั้งแรกคุยกันถูกคอแล้วก็สนิทกันเร็วมาก แล้วก็ชวนไปเล่นที่ห้อง ให้ยืมของ ให้ยืมเงิน ชอบซื้อขนมมาฝาก ชอบชวนไปไหนมาไหนด้วยกัน เช่าหนังมาให้ดู ซื้อหนังสือหนังเอ็นเตอร์เทนที่ผมชอบอ่านมาให้ทุกวันศุกร์ แล้วทำไมผมถึงไม่สังเกตสิ่งต่างๆเหล่านี้เลย ผมมัวไปคิดถึงความแตกต่างของรูปร่างหน้าระหว่างผมกับเค้า แล้วก็กลัวความผิดหวัง กลัวจะเจ็บอีกก็ เลยทำให้มองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ที่เค้าพยายามแสดงออกให้ผมรู้

หลังจากคืนนั้นแล้ว เราก็เป็นแฟนกันอย่างเต็มตัว และช่วงนั้นเราก็อยู่ด้วยกันตลอดเพราะเพื่อนๆผมกลับบ้านกันหมด เราเลยไปไหนมาไหนหรือทำอะไรด้วยกันได้อย่างเปิดเผย โดยไม่ต้องกลัวใครเห็น มันเป็นช่วงที่มีความมสุขมาก เป็นช่วงที่เค้าเรียกกันว่า ข้าวใหม่ปลามัน ผมคงไม่ต้องบรรยายเพราะบรรยายยังไงก็คงได้ไม่เท่ากับที่ผมรู้สึก ถ้าอยู่ในห้องกันตามลำพังเราก็จะนอนกอดคลอเคลียกันตลอดเวลา

แต่ที่แปลกอยู่อย่างหนึ่ง ช่วงนั้นหนังเรื่องไททานิคกำลังดังมาก ทั้งๆที่ผมกับเค้าชอบดูหนังมากด้วยกันทั้งคู่ และเราสองคนก็กำลังอยู่ในห้วงอารมณ์รักกันอย่างเต็มที่เรียกได้ว่าแทบจะไม่ห่างกันเลย แต่เราไม่อยากและไม่เคยไปดูหนังเรื่องนี้เลย ทั้งที่ตอนนั้นคนกำลังคลั่งหนังเรื่องนี้กันเกือบจะทั่วโลกก็ว่าได้ ผมเพิ่งจะเช่าแผ่นมาดูตอนที่ใกล้จะเรียนจบ ผมรู้สึกเบื่อมากเวลาได้ยินเพลง My heart will go on ทั้งๆที่ Ciline Dion ก็เป็นนักร้องคนหนึ่งที่ผมกับเค้าชอบมาก ถึงตอนนี้ก็ยังเบื่อเพลงนี้อยู่ไม่หาย เอ๊ะ...มันเกี่ยวกันมั๊ยนี่ :)

ปล จากคนโพสต์ ทำไมเราไม่มีแบบนี้มั่งวุ้ย อิจฉา

Offline lingnoi

  • Sr. Member
  • *
  • Posts: 325
ลิงน้อยอ่านไป ก็แอบอิจฉาไป ชีวิตจริงคนที่เจอกันโดยบังเอิญ ชอบอะไรเหมือนกัน เป็นเกย์เหมือนกัน ต่างคนต่างแอบชอบกัน มันมีด้วยหรอออออออออออออ  :icon_crying: :icon_crying: :icon_crying: ร้องไห้ด้วยความซึ้ง


++ มีความจริงอยู่ในความรักตั้งมากมาย

Offline hamster

  • Exclusive
  • Sr. Member
  • *
  • Posts: 436
โอ๊ยยยยย อิจฉาตาร้อนอะ ขอมีมาแบบนี้ซักคน
:thinking2:

Offline vataru_id4

  • Sr. Member
  • *
  • Posts: 323

Offline Goa'ul

  • VIP Member
  • *
  • Posts: 538
จัดระเบียบชีวิต

ตลอดช่วงเวลาที่ปิดเทอมเพียงไม่กี่วันนั้นเราสองคนแทบจะไม่ห่างกันเลย เราอยู่ด้วยกันตลอดเวลา เราไม่ต้องศึกษากันและกันแล้ว เพราะเรารู้จักและสนิทกันมา 6-7 เดือนแล้ว ต่างฝ่ายต่างรู้ใจกันดี แต่ก่อนนี้ที่เรายังไม่ได้เป็นแฟนกัน ถึงแม้จะสนิทกันขนาดไหน แต่พฤติกรรมบางเราก็ไม่สามารถเปิดเผยให้อีกฝ่ายรู้ได้ แต่ตอนนี้เราเปิดเผยมันได้เต็มที่

ซึ่งพฤติกรรมบางอย่างของเค้า ผมรู้สึกแปลกใจมาก คือไม่นึกว่าเค้าจะเป็นคนแบบนี้ คือเหมือนกับว่าผมได้อยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง เค้าจะอ่อนหวาน ยิ้มเก่ง ร่าเริง แจ่มใส น่ารัก เอาใจเก่ง ชอบร้องเพลงให้ผมฟัง ซื้อข้าว ซื้อขนมมาให้ แต่บางครั้งก็งอนแสนงอน ซึ่งมันยิ่งทำให้ผมหลงรักเค้ามากขึ้นไปอีก

แต่บางอย่างก็ทำให้ผมอึดอัดใจในตอนแรกๆเป็นอย่างมากคือ ด้วยความที่เค้าเป็นคนที่เรียนเก่ง หน้าตาดี มาจากพื้นฐานครอบครัวที่ฐานะดี มันก็เลยทำให้เค้าเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง มีความเป็นผู้นำสูงมาก คือถ้ามองภายนอกนี่เรียกได้ว่าเค้า perfect หมดทุกอย่าง คือ หล่อ เรียนเก่ง รวย เค้าก็เลยกลายเป็นผู้นำผมไปโดยปริยาย

เค้าจะเป็นคนตัดสินใจเองทุกอย่าง ครอบงำความคิดของผมหมดทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องอาหารการกิน ตอนที่เป็นแฟนกันใหม่ๆ เวลาไปกินข้าวด้วยกัน เค้าจะจัดการเลือกให้ผมเอง โดยที่บางทีไม่ถามเลยว่าผมอยากจะกินอะไร

ตอนแรกผมเองก็ยอมรับว่ารับไม่ได้กับพฤติกรรมแบบนี้เหมือนกัน เพราะนิสัยผมจะมีความเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างสูง ผมจะไม่ค่อยยอมใครอยู่แล้ว พอผมไม่ยอมทำตามรู้สึกว่าเค้าจะโกรธและงอนผมมาก พอมาตอนหลังๆ ผมคิดได้ว่า มันเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง ก็เรารักเค้านี่ อยากให้เค้ามีความสุขเวลาที่อยู่ด้วยกัน ผมก็เลยยอมเค้าทุกอย่างและไม่เอาเรื่องนี้มาคิดมากอีก

มันดูเหมือนว่าผมจะต้องสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป จริงๆแล้วผมก็มีบางส่วนที่ต้องเสียไปเหมือนกัน แต่พอมาพักหลังรู้สึกว่าเค้าจะเริ่มคิดได้ และเริ่มปรับตัวให้ผมได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจบ้าง (แต่ก็ยังเหมือนเป็นแม่คนที่สองของผมอยู่ดี ซึ่งบางเรื่องแม่ผมยังไม่บังคับขนาดนี้เลย)

แต่การที่เค้าชอบบังคับผม บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ดีเอามากๆ อย่างเช่นเรื่องเรียน เค้าเคยบอกว่าถ้าผมไม่ยอมอ่านหนังสือทุกคืน เค้าจะไม่ยอมให้ยุ่งด้วย (เอ๊ะ...อย่างนี้ก็ยุ่งละซิครับ :)) ผมก็เลยต้องไปอ่านหนังสือกับเค้าทุกคืน ถ้าคืนนั้นไม่มีงานอย่างอื่นที่ผมหรือเค้าต้องทำกับเพื่อนๆ เราจะออกมานั่งอ่านหนังสือกันที่โรงอาหาร (ถ้าอ่านอยู่ที่หอ คงไม่เป็นอันได้อ่านหนังสือกันละครับ ส่วนใหญ่จะนอนกอดเล่นกันมากกว่า)

ประมาณตี 1 ก็แยกกันกลับไปนอนที่หอของตัวเอง เราไม่ได้นอนด้วยกันเพราะกลัวเพื่อนที่อยู่ด้วยกันจะสงสัย จริงๆแล้วตอนกลางวันเราก็ไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหนด้วยกันเท่าไหร่นักเพราะแต่ละคนก็จะอยู่กับเพื่อนๆมากกว่า อีกอย่างก็ต้องหลบๆซ่อนๆ เวลาที่ไปไหนด้วยกัน เพราะกลัวเพื่อนๆจะสงสัย ถึงแม้ว่าเราสองคนจะไม่ได้แสดงออกอะไรเลยก็ตาม (จริงๆแล้วผมรู้สึกภูมิใจมากที่เค้าไม่ออกสาวเลย เพราะผมไม่ชอบเอามากๆ) เค้าก็รู้จักและสนิทกับเพื่อนๆของผมทุกคน เพราะด้วยความที่เรียนทางคอมพิวเตอร์เหมือนกันเลยคุยกันรู้เรื่อง แล้วก็ชอบไปเที่ยวด้วยกันบ่อยๆ

พอเราเป็นแฟนกัน เราทั้งคู่ก็ต้องมีภาระที่ต้องรับผิดเพิ่มขึ้นจากเรื่องเรียนแล้ว คือภาระความรับผิดชอบในฐานะแฟนของกันและกัน ซึ่งยอมรับว่ามันหนักหนาสาหัสมากในการที่จะทำให้มันมีความสุข และประคับประคองมันให้อยู่ได้ ในช่วงแรกๆที่เราเป็นแฟนกัน

ความรู้สึกตอนที่ผมหลงรักเค้ามา 6-7 เดือนกับความรู้สึกหลังจากที่ได้เป็นแฟนกันจริงๆมันไม่เหมือนกัน คือหลังจากเป็นแฟนกันแล้ว มันมีความรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบกันและกันเข้ามาแทนที่ มันรู้สึกรักมากขึ้น รู้สึกผูกพันกันมากขึ้น เค้ากลายเป็นเพื่อนเที่ยว เพื่อนแท้ เพื่อนรักและที่รัก แถมยังเป็นเหมือนแม่คนที่สองของผมด้วย

ส่วนเรื่อง sex โชคดีที่เราบ้า sex ด้วยกันทั้งคู่ คือมีความต้องการมากเหมือนกัน แล้วชอบทำในสิ่งที่อีกฝ่ายชอบ ชอบหาวิธีใหม่ๆเก๋ๆมาเล่นกัน เลยไม่มีปัญหา เราเข้ากันได้ดีมากในเรื่องเรื่องนี้ เรียกได้ว่านอนใกล้กันไม่ได้เลย ต้องทุกทีซิน่า

เค้าทำให้ชีวิตผมมีระบบมีระเบียบขึ้นมาก จากแต่ก่อนเคยชอบเที่ยวกลางคืนกับเพื่อนบ่อยมาก ชอบกินเหล้า เล่นไพ่ที่หอ ไม่ค่อยอ่านหนังสือ พอได้เค้ามาเป็นแฟนผมเปลี่ยนแปลงตัวเองทั้งหมดเลิกเที่ยวกลางคืน จะไปเที่ยวได้ก็ต่อเมื่อเค้าไปด้วยส่วนใหญ่จะเป็นร้านคาราโอเกะแถวๆมหาวิทยาลัย เพราะเค้าชอบร้องเพลงมาก

แฟนผมมีวิธีการแบ่งเวลาเรียนกับเที่ยวได้เป็นอย่างดีแล้วก็มาบังคับผมให้ทำตาม คืออ่านหนังสือทุกคืน วันจันทร์จนถึงคืนวันพฤหัส ส่วนคืนวันศุกร์ กลางวันของวันเสาร์และคืนวันเสาร์ เป็นเวลาของการพักผ่อน ไปร้านคาราโอเกะ ดูหนัง หรือออกไปเที่ยวในเมือง หรือนอนอยู่เฉยๆไม่ต้องทำอะไรเลย ส่วนกลางวันของวันอาทิตย์ และคืนวันอาทิตย์ก็อ่านหนังสือทำงานเตรียมตัวเรียนในอาทิตย์ต่อไป มันได้ผลดีมากรู้สึกว่าเราแบ่งใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่ามาก ผมอยากให้น้องๆที่ยังเรียนหนังสืออยู่ลองเอาวิธีของแฟนผมไปลองดูนะครับ

ถึงเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่เราก็เจอกันเกือบทุกวันหลังเลิกเรียนตอนเย็นๆ ส่วนใหญ่ผมจะไปหาเค้าที่ห้องมากกว่าที่เค้าจะมาที่ห้องผมเพราะผมเช่าห้องอยู่กับเพื่อนอีกคนเลยไม่ค่อยสะดวก ส่วนใหญ่เราก็จะมีอะไรกันตอนกลางวันช่วงเย็นๆนี่ละครับ ผมยอมรับว่าหลงเค้ามาก ผมไม่อยากที่จะเสียเค้าไป ผมเลยทำทุกอย่างที่เค้าชอบ ผมแทบจะไม่เคยขัดใจเค้าเลย รวมทั้งเรื่อง sex ด้วย ผมปรนเปรอทำทุกอย่างที่เค้าชอบ เค้าก็ทำให้ผมทุกอย่างในสิ่งผมชอบเหมือนกัน เรื่อง sex นี่เราสองคนไปด้วยกันได้ดีมาก คือมีความต้องการเรื่องนี้มากพอๆกัน

ซึ่งสำหรับผมอย่างที่บอกแล้วว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าไหร่เพียงแค่ได้นอนกอดได้จูบเค้าทั้งตัวนี่ผมก็สุขอย่างล้นเหลือแล้ว ผมว่าถ้าใครที่มีแฟนแล้วควรจะรู้นะครับว่าแฟนเราเค้าชอบให้เราทำอะไรและไม่ชอบอะไร เพื่อที่ว่าจะได้ตอบสนองความต้องการของกันและกันได้อย่างมีความสุขกันทั้งสองคน ผมกับเค้าจะเปิดอกคุยกันเรื่องนี้เลย ถามเลยว่าชอบให้ทำอะไร และไม่ชอบอะไร

ถ้าเป็นวันศุกร์หรือวันเสาร์เพื่อนที่อยู่ด้วยกันมักจะไม่ค่อยอยู่ห้อง ถ้าไม่มีงานอะไรที่จะต้องไปทำกับเพื่อนที่อื่น ผมก็ไปนอนที่ห้องเค้าเลย คืนวันศุกร์ กลางวันของวันเสาร์ คืนวันเสาร์ถ้าไม่มีงานที่เร่งมากๆหรือไม่ใช่ช่วงสอบ มันจะเป็นวันที่มีความสุขของเราทั้งสองคนมาก เราจะอยู่ด้วยกันตลอด เราชอบซื้อขนมหรือผลไม้เอามาป้อนกันในห้อง คือใช้ปากป้อนให้กัน

แล้วเราชอบอาบน้ำด้วยกันเพราะมันรู้สึกผูกพันดี ผมชอบถูสบู่ให้เค้ามาก เพราะตัวของเค้าขาวสะอาดไปทุกส่วนซึ่งผมชอบมาก (ก็แน่นอนละครับ เพราะตัวผมดำ ก็เลยชอบอะไรที่ตรงกันข้าม แล้วผมก็เป็นโรคแพ้ผู้ชายผิวขาวด้วย) ขาวใสจนเห็นเส้นเลือด ผมจะมีความสุขมากเวลาที่ได้ถู ได้ลูบ ได้จับไปทั่วตัวเค้า มันมีความสุขมากครับ อืมมมมม

เสร็จแล้วเราก็มานอนอ่านหนังสือ นอนดูโทรทัศน์ซึ่งเราก็ชอบดูอะไรที่มันเหมือนๆกัน ที่หอเค้าติด UBC แต่ที่หอผมไม่มี เราชอบดู Discovery Channel กับ Channel [V] กันมาก หรือไม่ก็เช่าแผ่นหนังมาดู เราก็ชอบดูหนังประเภทหนังผี หนังแนววิทยาศาสตร์ อวกาศ หรือไม่ก็หนังรักโรแมนติก หนังที่เราสองคนชอบที่สุดเหมือนกันก็เรื่อง While you were sleeping ที่ Sandra Bullock เล่น ผมน่ะชอบมานานแล้ว ครั้งแรกๆที่เพิ่งเจอกันเค้าบอกว่าเค้าก็ชอบหนังเรื่องนี้มากที่สุดเหมือนกัน ผมรู้สึกประหลาดใจมากที่รู้ว่าเราชอบอะไรหลายๆอย่างที่เหมือนกันตอนนั้นก็เริ่มแอบชอบเค้านิดๆแล้ว
 
คุณอาจจะคิดว่ามันออกจะเกินไปหน่อยสำหรับผู้ชายกับผู้ชายด้วยกัน แต่มันเป็นเรื่องที่ผมกับเค้าทำกันจริงๆครับ คือเรารักกันมาก ทุกวันนี้ถ้าเรามีเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังเราก็ยังทำยังงี้กันอยู่ครับ ผมเคยคิดว่าเราอาจจะรักกันมากกว่าคู่คนปกติที่เป็นชายจริงหญิงแท้รักกันเสียอีก ซึ่งข้างๆห้องแฟนที่แฟนผมอยู่ก็มีคู่ชายจริงหญิงแท้อยู่อีก 1 คู่ (นี่แหละครับ ชีวิตเด็กหอ) คู่นี้เค้าทะเลาะกันบ่อยมาก ถึงขนาดผู้หญิงวิ่งร้องไห้ ผู้ชายเอาข้าวของขว้างออกมานอกห้อง ด่ากันรุนแรงมาก ผมกับเค้าก็มีทะเลาะงอนกันบ้างแต่ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไร

แต่ชีวิตคู่(คู่ที่ผิดธรรมชาติและแปลกประหลาด)ใ นวัยเรียนของเราก็ไม่ได้ดีไปหมดทุกอย่าง บางทีเราก็งอนกันทะเลาะกันก็ด้วยเรื่องที่ไม่ค่อยเป็นเรื่องเท่าไหร่ จริงๆแล้วแฟนผมเค้าเป็นคนที่อารมณ์ไม่ค่อยจะคงที่ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ ซึ่งตอนแรกที่เป็นแฟนกันนี่บอกตรงๆว่าผมก็รับไม่ได้เหมือนกัน คือต้องคอยง้อ คอยเอาใจเค้าทุกอย่าง เค้าเป็นคนที่ขี้งอนมากและค่อนข้างจะเอาแต่ใจตัวเองด้วยในบางครั้งตามประสาลูกคนสุดท้องของครอบครัว

ตอนที่เป็นแฟนกันใหม่ๆมันสร้างปัญหาให้ผมมาก แต่พอนานเข้าผมเริ่มปรับตัวได้ก็ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไปแล้วอีกอย่างที่สำคัญคือผมรักเค้าออกขนาดนี้ข้อเสียเพียงแค่นี้มันเล็กน้อยเหลือเกิน ไม่ว่าเค้าจะแรงมาแบบไหน ผมก็ทำเฉยๆไม่เถียงไม่ไปชวนทะเลาะ เดี๋ยวพอเค้าอารมณ์ดีขึ้นเค้าก็มาง้อ มาขอโทษผมเอง แต่เวลาที่เค้าอารมณ์ดีนี่ เค้าน่ารักมาก เอาใจผมสารพัด ซึ่งนี่แหละที่ทำให้ผมหลงรักเค้ามากขึ้นๆทุกวัน

แต่เรื่องที่ผมหรือเค้าจะนอกใจหรือไปมีคนใหม่นี่ไม่มีเลย คือตอนวันแรกที่เราตกลงว่าจะเป็นแฟนกัน เราสัญญากันว่าเราจะถนอมรักษาความรักของเราให้ดีที่สุด เราจะไม่นอกใจกัน เราจะเปิดเผยและซื่อสัตย์ต่อกัน เราจะให้อภัยกัน เราจะเอาใจใส่ดูแลกันและกันให้มากที่สุด

ซึ่งตัวผมเองนั้นจากแต่ก่อนที่เป็นคนนิสัยเจ้าชู้คือเห็นคนหน้าตาดี น่ารักก็แอบชอบเค้าไปทั่ว ซึ่งถ้าหากสามารถจีบผู้ชายด้วยกันได้โดยเปิดเผยนี่ผมคงจะจีบกระหน่ำไปทั่วแน่นอน พอผมได้เค้าเป็นแฟนนี้ มันเปลี่ยนไปเลย ถ้าเจอคนหล่อๆขาวๆ ตี๋ๆ น่ารักๆก็จะแค่มองแต่ไม่ได้คิดอะไรแล้วก็บอกกับตัวเองว่า " เรามีแฟนแล้วนะ แล้วแฟนเราก็หล่อน่ารักกว่าเจ้าคนนี้อีก "

ส่วนเค้านี่ผมไม่รู้ว่าเป็นยังไง แต่ผมเชื่อใจเค้าไม่รู้ว่าเป็นยังไงเหมือนกันรู้แต่ว่าเชื่อใจเค้า และผมไม่หึงหวงอะไรเค้าด้วยคือสุดแสนที่จะรักเค้ามากแต่ไม่หึง เคยมีผู้หญิงเรียนคณะสัตวแพทย์ที่อยู่หอเดียวกันมาแอบชอบเค้า ชอบทำทีมาเป็นขอยืมจักรยานของเค้าไปปั่นออกกำลังตอนเย็นๆ พอขากลับก็ซื้อน้ำเต้าหู้มาฝากแฟนผมเกือบจะทุกวัน ผมดูออกมายายนี้มาแอบชอบแฟนผม เธอคงดูไม่ออกเลยนะว่าแฟนผมน่ะเป็นสาวแล้วก็มีแฟนก็คือผมแล้ว แม้กระทั้งเวลาที่ไปไหนมาไหนด้วยกันก็มักจะมีพวกผู้หญิงหรือผู้ชายที่เป็นเกย์แอบมองเค้าบ่อยๆ

เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราไปนั่งอ่านหนังสือที่โรงอาหารตอนกลางคืน ก็มีคนเอาจดหมายมาส่งให้แฟนผม เนื้อความบรรยายว่าแอบชอบแฟนผมมานานแล้ว อยากรู้จักพี่จังเลย พี่หล่อน่ารัก และเท่ห์มาก ปรากฏว่าเป็นกลุ่มกระเทยปี 2 คณะมนุษย์ผมเห็นว่ามานั่งอ่านหนังสืออยู่ใกล้ๆกันมานานแล้ว แต่ไม่ได้สังเกตว่าพวกหล่อนเป็นกระเทยกันทั้งกลุ่ม แล้วก็แอบมองแฟนผมอยู่มานานแล้ว แล้วพวกหล่อนก็คงดูไม่ออกว่าเค้าน่ะมานั่งอ่านหนังสืออยู่กับแฟนก็คือผม ทำไงได้ ก็เราดันโชคดีมีแฟนหล่อน่ารัก คือเค้าเป็นแบบที่เกย์ส่วนใหญ่ชอบกัน

แต่สำหรับเค้านี้ที่สุดเลยครับ นิสัยผู้หญิ๊งผู้หญิง โครตหึงผมแบบสุดๆ อย่างถ้าไปเผลอชมคนอื่นว่าน่ารักให้เค้าได้ยินหรือว่าเวลาไปไหนด้วยกันแล้วผมไปมองคนอื่นให้เค้าเห็นนี่ เลิกคุยกันกันเลยไม่ว่าจะทำอะไรกันอยู่เค้าจะงอนไม่พูดด้วยไม่ให้ถูกตัวทันที เค้าเป็นคนละเอียดอ่อนอารมณ์อ่อนไหวผมเลยไม่ขัดใจเค้า เป็นอย่างไรมาผมรับได้หมด ยอมให้ทุกอย่าง เช่นถ้าเวลาที่ผมไปหาเค้าที่ห้องแล้วแบบทำเฉยๆไม่เข้าไปกอด ไม่เข้าไปหอมแก้ม เค้าก็จะเริ่มงอนทันที
 
ช่วงเวลาเกือบ 2 ปี ที่เราเป็นแฟนกันตอนที่เรียนในมหาวิทยาลัย มันมีทั้งสุข ทั้งทุกข์ แต่มันก็ผ่านไปได้ด้วยดี โดยที่ไม่มีใครสงสัยในพฤติกรรมของเราสองคนเลย เพราะเราจะระวังตัวในเรื่องนี้มาก จะไม่งอนกันหรือแสดงอาการใดๆต่อหน้าเพื่อนคนอื่นเด็ดขาด ซึ่งมันก็ผ่านไปได้ด้วยดี มีบางช่วงที่ไม่ได้เจอกันบ้าง บางช่วงก็ต้องแยกกัน จนเราสองคนเรียนจบในที่สุด

Offline boo!

  • Full Member
  • *
  • Posts: 216
  • ร้อนจินๆ เล้ยยยยย
ขอบคุงนะ fev นี่บู้ติดตามอยู่น้า

Offline Goa'ul

  • VIP Member
  • *
  • Posts: 538
ความแตกต่าง

แต่ก็มีบางเรื่องที่เราไม่เหมือนกันเลย อย่างเช่นเค้าเป็นคนที่ชอบแต่งตัวมาก เสื้อผ้าเต็มตู้ซึ่งตรงกันข้ามกับผมเพราะผมไม่ชอบเรื่องนี้เลยมีอะไรก็ใส่ๆไป ไม่พิถีพิถันในเรื่องนี้ แต่ก็ดีนะ เพราะว่าเค้าแต่งแล้วก็ยิ่งหล่อยิ่งน่ารักผมชอบมาก เวลาไปไหนมาด้วยกันแล้วมีคนมองเค้านี่ ผมรู้สึกภูมิใจมาก

ทุกวันนี้เวลาไปเดินห้างซื้อของเค้าจะต้องซื้อเสื้อผ้าเกือบทุกครั้งที่ไป แล้วจะต้องเอาผมไปเป็นเพื่อน ถ้าผมไม่ยอมไปด้วยก็จะงอน เค้าจะคอยถามผมว่า ซื้อตัวนี้ดีมั๊ย เค้าใส่แล้วเป็นยังไง บางทีผมก็รู้สึกอายๆคนขายอยู่เหมือนกัน

อีกอย่างเค้าเป็นคนที่ชอบร้องเพลงมาก แล้วก็ร้องได้ดีอีกด้วย ต่างจากผมซึ่งชอบฟังอย่างเดียวแต่ไม่ชอบร้องเลยเพราะเป็นคนร้องเพลงไม่เป็น เค้าร้องได้หมดตั้งแต่ลูกทุ่ง หมอลำ จนไปถึงเพลงสากลที่กำลังฮิตๆ สถานที่เที่ยวที่เค้าชอบที่สุดก็คือ ร้านคาราโอเกะ ยิ่งเมายิ่งร้อง จริงๆแล้วตอนสมัยเค้าก็ค่อนข้างสนิทกับเพื่อนๆของผมเพราะชอบไปร้านคาราโอเกะด้วยกัน แต่ผมไม่ค่อยชอบร้านคาราโอเกะเท่าไหร่ เพราะร้องเพลงไม่เป็น ได้แต่ไปกินเหล้าอย่างเดียว

ทุกวันนี้ก็ยังเหมือนเดิม บางทีเราก็ชวนลูกน้องไปกินเหล้าเที่ยวคาราโอเกะ เค้าแทบจะเหมาร้องคนเดียวหมดเลย ร้องได้ทุกเพลง แล้วก็ร้องดี แถมยังชอบร้องโชว์ในห้องรวมอีกตางหาก

ผมมาคิดเล่นๆว่า ถ้าเค้าไม่ได้เป็นเกย์นี่ คงจะได้ฟันสาวตรึมแน่ เพราะไปเที่ยวทีไร เวลาที่เค้าร้องเพลงด้วยความที่ร้องเพลงดี หล่ออีกตางหาก ก็เลยมีผู้หญิงส่งเหล้าให้ ขอเพลงให้ร้อง หรือไม่ก็ให้เบอร์ เค้าก็แกล้งทำท่าสนใจอยู่เหมือนกัน

ทุกวันนี้บางทีเราต้องทำงานคนละที ไม่ได้เจอกัน แต่เราจะโทรหากันวันละประมาณ 3-4 ครั้ง ก็ถามว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน กินข้าวหรือยัง กินข้าวกับอะไร อยากได้อะไรมั๊ยเดี๋ยวจะซื้อไปฝาก หรือส่ง Message หวานๆไปให้ หรือไม่ก็ส่งกลอนส่งภาพสวยๆไปให้ใน E-mail ( ทั้งๆที่ตอนเย็นก็เจอกันทุกวัน ) ถ้าวันไหนผมลืม วันนั้นก็คงหน้าบึ้งใส่ผมแน่

ผมคิดว่าตัวผมเองนั้นโชคดีเอามากๆ ในความโชคร้ายที่เกิดมาเป็นเกย์ หน้าตาก็ไม่ดี แต่สามารถพบรักแท้ มีแฟนที่หล่อ น่ารัก ตรงตาม spec ที่ผมเคยหวังเอาไว้ทุกอย่าง ผมเคยได้ยินว่าคนเรามักจะไม่ได้แฟนตาม spec ที่เราหวังเอาไว้ แต่ผมกลับได้อย่างที่หวังไว้ทุกอย่างบางอย่างก็เกินด้วยซ้ำ แถมเค้ายังเก่งเรื่องการงาน ถึงแม้เค้าจะเป็นคนที่อารมณ์ไม่ค่อยจะแน่นอน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ขี้หึง งอนเก่ง บางทีก็ชอบชวนทะเลาะแบบไม่ค่อยจะมีเหตุผลบางทีก็เห็นผมเป็นที่ระบายอารมณ์ของเค้า

ซึ่งบางทีผมยอมรับว่าผมก็ทนรับนิสัยพวกนี้ของเค้าไม่ไหวเหมือนกัน แต่พอคิดถึงความดีของเค้า คิดถึงว่าเรารักกัน ผูกพันกันแค่ไหน มองยอนกลับไปในวันเก่าๆของเราที่ผ่านมาตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน ความรู้สึกครั้งแรกที่ผมได้เจอเค้า ความรู้สึกขณะที่ผมหลงรักเค้า ความรู้สึกครั้งแรกที่เราบอกรักกัน กอดกัน เรามีความสุขด้วยกัน ข้อเสียของเค้าแค่นี้มันเล็กน้อยมากสำหรับผม ตัวผมเองก็มีข้อเสียที่เค้าก็คงต้องทนเหมือนกัน

ผมคิดว่าถ้าต้องเสียเค้าไป ชาตินี้คนอย่างผมจะได้เจอคนดีๆที่รักผมมากอย่างเค้าอีกหรือเปล่า และพอคิดอย่างนี้แล้วก็ทำให้เราใจเย็นขึ้นเวลาที่ต้องมารองรับอารมณ์อะไรประหลาดๆของเค้า ผมให้อภัยเค้าทุกอย่าง เพราะถ้าผมเอาเรื่องพวกนี้มาเป็นอารมณ์ เราคงเลิกกันตั้งแต่ยังเรียนไม่จบแล้ว

ความสำเร็จขั้นแรก

ผมเรียนจบระดับปริญญาตรีด้วยระดับคะแนนที่น่าพอใจมาก คือถ้าดู Transcript ของผมแล้ว จะเห็นว่า GPA ของปี 2 กับ ปี 3 - 4 นี่มันแตกต่างกันอย่างมาก สำหรับผมแล้วมันเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์อย่างที่สุด ซึ่งพอมานึกถึงความหลังแล้ว ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมผ่านมันมาได้ยังไง เพราะผมต้องขยันเรียนแบบที่สุดของชีวิตเพื่อหนีการถูก retire และแต่ละเทอมผมก็ต้องลงทะเบียนเรียนมากกว่าชาวบ้านเค้าหลายตัวมาก

แม่และพี่สาวดีใจกับมันมาก ผมยังจำวันที่ผมรับพระราชทานปริญญาบัตร จากสมเด็จพระเทพฯ ในวันที่ 22 เดือนธันวาคม ปี 42 ได้เป็นอย่างดี ซึ่งตอนนั้นอากาศหนาวมาก มันเป็นวันที่แม่กับพี่สาวมีความสุขมากที่สุด นับจากวันที่พ่อเสีย แม่ผมมีโอกาสได้เห็นลูกรับปริญญาเป็นคนที่ 2 นับจากพี่สาว แต่พ่อผมไม่มีโอกาสนี้ (พี่สาวผมจบทันตแพทย์ อายุมากกว่าผมประมาณ 2 ปี ผมกับน้องชายคนเล็กห่างกัน 1 ปี )

เวลาเกือบ 2 ปีผ่านไปมันเร็วมาก ซึ่งเป็นช่วงเวลาในมหาวิทยาลัยที่มีความสุขที่สุดสำหรับผม แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปอย่ารวดเร็วเสมอ ผมจะไม่มีวันลืมมันเลย ในวันสุดท้ายที่ผมสอบวิชาสุดท้ายเสร็จ ผมดีใจและโล่งใจเป็นอย่างมาก ผมยังจำเสียงของแม่กับพี่สาวที่ดีใจมากตอนที่ผมโทรศัพท์ไปบอกว่า ผมเรียนจบแล้วได้ดี

แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกเศร้าๆอย่างบอกไม่ถูกที่ต้องจากเพื่อนๆที่ผมรักมาก พวกเค้าช่วยผมทุกอย่างในเวลาที่ผมอยู่ในภาวะที่ยากลำบาก ทั้งช่วยติวหนังสือให้และช่วยอะไรๆอีกหลายอย่าง ทุกวันนี้ผมยังคิดถึงช่วงเวลาเหล่านั้นอยู่เสมอ เพื่อนบางคนหลังจากที่แยกจากกันตอนวันรับปริญญาแล้ว ก็ไม่ได้ยินข่าวคราวอีกเลย ไม่รู้ว่าชั่วชีวิตนี้จะได้เจอกันอีกหรือเปล่า

จริงๆแล้วปัจจุบันนี้ ผมกับแฟนจงใจที่จะไม่ติดต่อกับเพื่อนๆสมัยเรียน เพราะไม่อยากให้ใครรู้เรื่องของเรา ผมกับเค้าเปลี่ยนเบอร์มือถือมา 2 ครั้งแล้ว นอกจากจะบังเอิญจริงๆที่ไปเจอเพื่อนสมัยเรียนเข้า ผมถึงจะให้เบอร์หรือนามบัตรของผม

นอกเหนือจากแม่และพี่สาวที่ช่วยเหลือผมอย่างที่สุดแล้ว แฟนผมคือคนที่ผมควรจะขอบคุณเค้ามากที่สุด เค้าสร้างกำลังใจให้ผมเป็นอย่างมาก เค้าเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับผม ถึงแม้เราจะอายุเท่ากัน แต่เค้าเป็นผู้ใหญ่และมีความรับผิดชอบมากกว่าผม และก็เค้าช่วยเหลือผมในหลายๆเรื่องมาตลอด

ในตอนนั้นยิ่งใกล้วันที่ผมจะเรียนจบ ลึกๆแล้วผมเศร้ามาก เศร้าที่ผมจะต้องแยกจากกับเค้า ผมเคยคิดว่าเราน่าจะได้เจอกันเร็วกว่านี้ เพื่อที่ว่าเราจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันมากกว่านี้ เราทั้งคู่ต่างก็ต้องมีทางไปเป็นของตัวเอง เค้าโชคดีกว่าผมมาก ถึงแม้ว่าช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ แต่เค้าเรียนจบในสาขาที่ขาดแคลน แล้วเค้ามีผลการเรียนที่ดีมาก คงหางานได้ไม่ยากอย่างแน่นอน ส่วนผมถึงแม้ว่าจะเรียนจบด้วยผลการเรียนที่พอใช้ได้ แต่ถ้าจะหางานก็ต้องแข่งขันกับคนอีกมาก เพราะเป็นสาขาที่มีคนจบออกมาเยอะ

แต่ก็เพราะการตัดสินใจอะไรบางอย่างของเค้านี่แหละที่ทำให้ผมกับเค้าได้อยู่ด้วยกันมาถึงทุกวันนี้ แฟนผมเค้ามาจากครอบครัวนักธุรกิจที่มีฐานะดี เค้าเป็นลูกชายคนสุดท้องของครอบครัว เค้ามีพี่น้องหลายคน พี่ของเค้าทั้งผู้หญิงผู้ชายก็แต่งงานมีครอบครัวกันไปบ้างแล้ว พ่อกับแม่เค้าเลยไม่ค่อยคาดหวังในตัวเค้าเท่าไหร่ เลยไม่ค่อยมีความกดดัน

ตรงกันข้ามกับผม ตอนเรียนมหาวิทยาลัยใหม่ๆ พ่อแม่ พี่สาวน้องชายมาเยี่ยมผมเฉลี่ยเดือนละ 1 ครั้งเลย ยิ่งพอพี่สาวผมเรียนจบแล้วมาเป็นทันตแพทย์ใช้ทุนที่จังหวัดใกล้ๆกัน คราวนี้เล่นขับรถมาหาผมเกือบจะทุกอาทิตย์เป็นเวลาเกือบๆ 2 ปี จนผมเรียนจบ (มาคุมความประพฤติน้องชั่วๆอย่างผมให้ตั้งใจเรียนให้จบ แต่จริงๆ แล้วหล่อนหาโอกาสมาเที่ยวห้างซื้อเสื้อผ้า มาดูหนังมากกว่า ) พี่สาวผมเจอแฟนผมบ่อยแต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไร ผมบอกว่าเป็นเพื่อนที่เรียนด้วยกัน

ก็อย่างที่บอกในตอนแรกว่าผมกับพี่สาวผมเราสนิทและรักกันมาก ก่อนที่ผมจะจากบ้านมาเรียน ผมนอนห้องเดียวกับพี่สาวมาตลอด คือเราสนิทกันมาก สนิทกันมาตั้งแต่เป็นเด็กๆ พี่สาวผมเป็นคนที่เรียนเก่งมาก สอบเทียบได้แล้ว Ent' ติดตั้งแต่ ม.4 ช่วยสอนหนังสือผมมาตั้งแต่เด็กๆ ช่วยติวตอนที่ผมจะ Ent' พอพี่สาวผมเรียนจบแล้วทำงาน พี่ก็รับผิดชอบส่งเสียผมเรียนแทนแม่ทันที

ผมเคยคิดเล่นๆว่า เพราะความที่เราสนิทกับพี่สาวมากไปหรือเปล่านะ ที่ทำให้เราเป็นเกย์ แต่ผมก็ไม่เคยอยากเป็นผู้หญิงเลย ไม่เคยอยากใส่ชุดผู้หญิง ไม่เคยอยากเล่นตุ๊กตาหรือของเล่นของพี่สาวเลย ไม่กระตุ้งกระติ๊ง ตั้งแต่เด็กๆผมก็เล่นกับเพื่อนๆที่เป็นเด็กผู้ชายมาตลอดไม่ชอบเล่นกับพวกผู้หญิง แล้วผมก็รักพ่อ เท่าๆกับที่รักแม่ นี่ถ้าผมเป็นกระเทย คงเป็นกระเทยล่ำหน้าเข้ม ชนิดที่ว่าครูลิลลี่ยังอาย :)

ถึงแม้ผมจะเป็นเกย์แต่ผมก็ไม่เคยแสดงออกว่าผมชอบผู้ชายด้วยกันให้คนอื่นเห็นเลย ผมไม่เคยซื้อหนังสื้อโป๊ของผู้ชายมาอ่านเพราะกลัวจะอื่นจะมาเห็นเข้า สมัยเรียนผมไม่เคย save รูปโป๊ผู้ชายจากอินเตอร์เน็ทเอามาเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของตัวเองเลย ได้แต่แอบๆดูเท่านั้น เพราะมีเพื่อนอยู่ซึ่งถ้าผมเอามาเก็บซ่อนไว้ต่อให้ hidden/encrypt ยังไงๆก็คงไม่พ้นมือของมันอยู่ดี แล้วทำให้เรากังวลด้วยว่าจะมีคนมาเจอ

ปัจจุบันก็ไม่ได้ save เก็บไว้ ได้แต่ดูเฉยๆ แล้วแฟนผมไม่รู้ว่าเค้าเป็นโรคอะไรเหมือนกัน ถ้าเจอว่าผม save เอาไว้ เค้าจะไม่ค่อยพอใจแล้วจะลบของผมทิ้งหมด แล้วก็ต่อว่าผมว่า ดูของเค้าคนเดียวยังไม่พอใจอีกหรือไง ผมไม่อยากขัดใจเค้าก็เลยยอม เค้าชอบหึงไม่ไม่ค่อยมีเหตุผล แต่จริงๆแล้วก็อยากเก็บเอาไว้ดูเหมือนกัน

ซึ่งสมัยนั้นก็เริ่มมีเว็บเกย์ของไทยแล้ว แต่ที่ผมชอบมากที่สุดคือคอลัมน์เพื่อนใหม่ของ Thaigpc นี่ล่ะครับ แล้วก็ Xq28 ของนายเจมส์ ตอนปี 41 ผมชอบอ่านเรื่องความในใจของเค้ามาก ผมรู้สึกซาบซึ้งและประทับใจเอามากๆ ผมอ่านแล้วก็จินตนาการว่านายเจมส์คนนี้ต้องแบบ หล่อมาก น่ารัก แถมยังมีความคิดอะไรดีๆอีก ช่างเหมือนกันผู้ชายในอุดมคติของผมเลย ตอนนั้นแอบๆปลื้มอยู่เหมือนกัน อยากจะ E-mail ไปคุย (จีบ) ด้วย แต่ก็ไม่กล้า กลัวเธอจะไม่สน นี่ขนาดไม่เคยเห็นหน้านะ (ก็ตามประสาความเจ้าชู้ของผมน่ะ) แต่ตอนนี้ผมอ่านที่เค้าสัมภาษณ์นายเจมส์ เห็นบอกว่ามีแฟนแล้ว เสียดายจัง รู้สึกอกหักนิดๆ แต่ก็ขอให้ครองรักกันยั่งยืนและมีความสุขนะครับ

ในตอนนั้นจำได้ว่าผมติดอินเตอร์เน็ทมาก ทุกวันนี้ก็ยังติดอยู่และก็ติดยิ่งกว่าเดิมอีกเพราะใช้ทำงานอยู่ทุกวัน ตอนสมัยเรียนปี 4 ถึงแม้จะเรียนหนักมากแค่ไหน แต่ก็ยังแบ่งเวลา 1-2 ชั่วโมงเพื่อเล่นทุกวัน เพื่อนๆพี่ๆบางคนที่ผมได้คุยและรู้จักกันผ่าน IRC ในตอนนั้น ถึงทุกวันนี้เรายัง E-mail คุยกันแบบพี่แบบน้องแบบเพื่อนกันอยู่เลย

แต่น่าแปลกก็คือ ผมเคยหวังที่จะได้มีแฟนที่รู้จักกันผ่านอินเตอร์เน็ทเพราะน่าจะได้ศึกษานิสัยใจคอกันโดยที่ไม่ต้องเห็นหน้าก่อน เพราะกลัวว่าถ้าเห็นหน้าผมแล้วจะไม่มีใครสนใจผมแน่ (สมัยก่อนผมคิดยังงี้จริงๆ) แต่ผมกลับได้แฟนที่เรารู้จักกันและรู้สึกชอบกันในร้านกาแฟโดยบังเอิญแบบ At first sight ( เหมือนกับเพลง I knew I love you ของ Savage Garden เปี๊ยบ :) ) โดยไม่ต้องพึ่งอินเตอร์เน็ทเลย


Offline lingnoi

  • Sr. Member
  • *
  • Posts: 325
เรื่องนี้เกือบ 10 ปีได้แล้ว ลิงน้อยอยากรู้จัง ตอนนี้ผู้แต่งกับแฟนเป็นไงบ้าง ยังรักกันดีมั๊ย  :icon_smile:


++ มีความจริงอยู่ในความรักตั้งมากมาย

Offline vataru_id4

  • Sr. Member
  • *
  • Posts: 323
มีกี่ตอนครับ fevrier เรื่องนี้ใกล้เคียงวัยผมเลย