Mobile Connex

QR code

* Search




Recent Posts



Topic: รักนี้สีชมพู ใครแต่งก็ไม่รู้ครับ ผมเก็บไว้หลายปีแล้ว Read 1403 times

0 Members and 2 Guests are viewing this topic.

Offline Goa'ul

  • VIP Member
  • *
  • Posts: 538
เรื่องนี้ผมเก็บเอาไว้อ่านเองมาหลายปีแล้วล่ะครับ เป็นเรื่องแรกๆ ในนิยายแนว Y ที่ผมได้อ่าน และก็ประทับใจมากด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเรื่องจริง หรือว่าเรื่องแต่ง ไม่ทราบใครเป็นผู้แต่งด้วย เค้าอาจจะวนเวียนอยู่ในบอร์ดเรา ก็เป็นได้นะเนี้ยะ ผมจะทยอยเอามาลงนะครับ

 ความในใจของผม
เรื่องที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับผมเอง ตั้งแต่รู้ตัวว่าผมเป็นเกย์ ผมคิดว่าชีวิตของผมมันช่างโชคร้ายเหลือเกิน ทำไมผมต้องเกิดมาผิดปกติไม่เหมือนคนอื่นด้วยนะ มันช่างเป็นชีวิตที่น่าเศร้าเสียเหลือเกิน ถ้าผมเลือกเกิดได้ ผมไม่มีทางจะเลือกเกิดมาเป็นแบบนี้แน่นอน

แล้วมันก็เป็นอย่างที่ผมคิดเอาไว้ ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น ผมรู้สึกว่าตัวเองมีปมด้วยเป็นอย่างมาก ผมทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้คนอื่นรู้ว่าจริงๆแล้วผมเป็นอะไร เรื่องความรักความใคร่เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตไม่ว่าจะเป็นเพศไหน ผมก็เหมือนกัน แต่ความรักความใคร่ มันสร้างความเจ็บปวดทรมานให้กับผมเป็นอย่างมาก จนครั้งหนึ่งมันเกือบทำลายชีวิตของผมเลยทีเดียว เพราะความที่ผมอ่อนแอ ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ เลยถูกด้านที่เลวร้ายของความรักความใคร่ทำลายเอาจนเกือบจะเสียผู้เสียคนไป

แต่ก็เพราะความรักความใคร่อีกเหมือนกัน มันได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมอย่างมากมาย มันเปลี่ยนโลกของผม เปลี่ยนเกือบจะทุกสิ่งทุกอย่างในตัวผม และเปลี่ยนมาถึงถึงวันนี้ สำหรับคนที่เกิดมาเป็นเกย์ คงเคยได้ยินคนพูดกันว่า ชีวิตรักของเกย์ ไม่มีความยั่งยืน หาความจริงใจได้ยาก หวังและมักมากแต่เรื่องกามารมณ์ ผมเองก็ได้ยินมาอย่างนั้น
แต่สำหรับผมแล้วมันกลับตรงกันข้ามกับคำกล่าวนั้นอย่างสิ้นเชิง ในความโชคร้ายที่ตัวเองเกิดมาเป็นเกย์ หน้าตาก็ไม่ดี แต่ผมกลับโชคดีเป็นอย่างมาก ที่ได้พบรักแท้ เจอคนที่ผมรักเค้าเป็นอย่างมากและเค้าก็รักผมมากเช่นกัน เค้าเข้ามาในชีวิตผม ในช่วงที่ชีวิตของผมตกต่ำและแย่ที่สุดตั้งแต่ผมเกิดมา เค้าเข้ามาทำให้ผมเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง

จะเรียกว่าเป็นความมหัศจรรย์ของความรักก็ไม่น่าจะผิด แทบไม่น่าเชื่อ ความรักมันทำให้เราทำได้ทุกๆอย่าง เป็นไปได้ทุกๆอย่าง ที่เราไม่เคยจะทำได้หรือแม้แต่จะคิดถึงมันด้วยซ้ำไป

คุณอาจจะคิดว่าผมพูดเกินเลยจนเข้าขั้นเพ้อเจ้อ ผมว่าเรื่องนี้ถ้าใครไม่เจอกับตัวก็คงไม่รู้ คุณไม่สามารถที่จะจินตนาการได้หรอก ว่าบางเรื่องที่เป็นเพียงแค่ความคิด มันสามารถฆ่าคุณได้ ถ้าคุณไม่ได้เจอกับตัวเอง
เพราะผมเจอกับตัวเองมาแล้ว ได้รู้ซึ้งถึงอิทธิพลของความรัก ทั้งในด้านที่เลวร้ายที่สุดของมัน ที่เกือบจะฆ่าผมให้ตายได้เลยทีเดียว

และผมได้รับรู้รสของความรัก ในด้านที่สวยงามของมัน คงเคยได้ยินคนพูดว่าคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก โลกของคนๆนั้นจะเป็นสีชมพู มองอะไร ทำอะไร ก็สดใส มีความสุขไปเสียทุกอย่าง ซึ่งผมก็ได้รู้ซึ้งถึงคำกล่าวที่ว่านี้เช่นกัน และยังคงรู้สึก และรู้ซึ้งจนมาถึงทุกวันนี้

ผมไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะมาโอ้อวด ความสุข ความสำเร็จของชีวิตตัวเอง แต่ในเมื่อชีวิตจริงๆของผมทั้งที่ผ่านมาและที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้มันเป็นอย่างที่คุณกำลังจะได้อ่านจริงๆ สำหรับบางคนมันชีวิตของผมอาจจะไม่ใช่ชีวิตที่ดีเด่อะไร แต่สำหรับผม นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผมแล้ว สวรรค์เมตตากับผมมากแล้ว ผมพอแล้วละ แค่นี้ผมก็คิดว่าผมเป็นเกย์ที่มีความสุขที่สุดในโลกแล้ว

ผมอยากให้คุณที่เป็นรักร่วมเพศ หรืออาจจะเป็นคนปกติ ได้รู้จักใช้ด้านที่สวยงามของความรักความใคร่ ให้เป็นประโยชน์ ใช้เป็นแรงขับดันให้กับชีวิตเรา ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นแรงขับดันที่มีพลังมหาศาลและสวยงาม สดใส ซาบซ่าน (และอาจจะเสียวบ้างในบางครั้งด้วยนะ) ที่สุดของมนุษย์เลยทีเดียว

และผมอยากให้คุณที่เป็นรักร่วมเพศ หรืออาจจะเป็นคนปกติ ได้รู้จักควบคุม จัดการและหาทางออกที่ดีที่สุด กับด้านที่เลวร้ายของความรักความใคร่ ที่มันอาจจะฆ่าคุณให้ตายได้ อย่าให้มันมามีอิทธิพลเหนือชีวิตของคุณ เราไม่ตายหรอก ถ้าชีวิตต้องผิดหวังหรืออยู่อย่างไม่มีความรัก " อดข้าวดอกหนาชีวาวาย ไม่ตายดอกหากอดเสน่ห์หา " อย่างที่คนโบราณเค้าว่ากันไว้

ทั้งหมดนี้มันเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผม เท่าที่ประสบการณ์ในชีวิตของผมจะให้ผมได้ แน่นอนอย่างที่สุดว่า มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องทั้งหมดหรอก

แต่ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า คนเราควรที่จะอยากให้ เท่าๆ กับที่อยากได้รับจากคนอื่น คุณว่ามั๊ย

จริงๆ แล้วเรื่องของผมค่อนข้างยาวและบางอย่างก็สลับซับซ้อนมาก บางความรู้สึก บางเหตุการณ์อาจจะตกหล่นไป เพราะมันก็ผ่านมาหลายปีแล้ว แต่บางความรู้สึก บางเหตุการณ์ ต่อให้อีกกี่ปี ผมก็ไม่มีวันลืมมัน ผมพยายามนำเสนอให้สั้นที่สุดและให้ได้เนื้อหาที่ผมต้องการที่จะสื่อมากที่สุด บางอย่างที่ไม่ดีก็ไม่เล่า บางอย่างที่ดีก็เล่าล่ะนะ จากที่เคยมีกว่า 19 หน้า ตัดส่วนที่ไม่อยากนำเสนอหรือไม่ค่อยจำเป็นออก ในที่สุดก็เหลือ 11 หน้าพอดิบพอดี

ผมขอขอบคุณ นายเจมส์ขวัญใจของผม เจ้าของเว็บ xq28.net ที่ผมอ่านเรื่องความในใจของเค้าเมื่อหลายปีมาแล้วตอนสมัยที่ผมยังเรียนในมหาวิทยาลัย และเกิดความประทับใจเป็นอย่างมาก และทำให้ผมอยากจะเล่าเรื่องของผมบ้าง ถึงแม้ว่าผมจะรู้สึกอกหักหน่อยๆ ที่รู้ว่าตอนนี้นายเจมส์มีแฟนแล้ว

และด้วยความรักอย่างที่สุดเท่าที่จะมีให้ได้ ผมขอขอบคุณแฟนของผมสำหรับชีวิตในวันนี้ที่ผมมี เค้าขอขอบคุณ ผิวขาวๆ รอยยิ้มสวยๆ หน้าตาน่ารักๆ และความกล้าในการตัดสินใจของตัวเองนะ หากเรื่องของเราสองคนทำให้คนอ่านได้อะไรๆไปบ้าง ก็ขอยกความดีให้ตัวเองนะ ขอให้ตัวเองมีความสุข จะได้ขาวอย่างนี้ไปเรื่อยๆ หน้าใส และน่ารัก ยิ้มสวยๆ ให้เค้าเห็นแล้วคึกคักมีชีวิตชีวาต่อไปเรื่อยๆนะครับ

เค้ายังจำทุกอย่างที่เราทำด้วยกันตลอดเวลาเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา เค้ายังจำฝรั่งและแตงโมที่ตัวเองซื้อเอาไว้รอเค้าที่ห้องตอนเย็นหลังเลิกเรียนทุกวัน ยังจำหนังเรื่องแรกที่เราไปดูด้วยกัน ที่ยิงกันจนเลือดท่วมจอ ถึงแม้มันจะเป็นการเริ่มต้นที่โหดไปหน่อยสำหรับหนังเรื่องเรื่องแรกที่เราได้มีโอกาสได้ไปดูด้วยกัน แต่ก็เป็นการดูหนังที่เค้ามีความสุขมาก

ยังจำหนังสือเอนเตอร์เทนเล่มแรกที่ตัวเองให้เค้ายืมอ่าน ยังจำเงิน 200 บาทที่ให้ยืมเป็นครั้งแรก (หลังจากนั้นก็ให้ยืมอีกเรื่อยๆ) ยังจำ CD เกมส์แผ่นแรกที่ตัวเองให้ยืม แล้วแผ่นมันมีรอยข่วนมากจนเกือบทำให้ CDROM Drive เกือบพัง ขอบคุณพ่อแม่ของตัวเองที่ให้กำเนิดตัวเอง อบรมเลี้ยงดูจนได้ขนาดนี้ และขอบคุณอะไรอีกก็ไม่รู้ที่ทำให้เราเจอกัน และเป็นอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้และจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป

Offline Goa'ul

  • VIP Member
  • *
  • Posts: 538
หุ้นส่วนชีวิต

ในตอนที่ผมกับเค้าเหลือเวลาเรียนในมหาวิทยาลัยอีกไม่มากนัก ก่อนที่เราจะเรียนจบตอนนั้นมันมีความรู้สึกทั้งดีใจ เศร้าใจ คือดีใจที่เราจะได้เรียนจบซะที แต่ที่เศร้าคือเราไม่รู้ว่าเมื่อออกไปจากรั้วมหาวิทยาลัยแล้ว เราจะทำอะไรกันต่อไป เราจะต้องเจอกับอะไรบ้าง และที่เศร้าที่สำหรับเราก็คือ การที่เราจะต้องแยกจากกัน ตอนนั้นผมกับเค้าเราพยายามที่จะไม่งอนไม่ทะเลาะกันเลย

เราพยายามอยู่ด้วยกันให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เพราะหลังจากนี้อีกไม่นานเราจะไม่มีโอกาสที่จะได้อยู่ด้วยกันอีกแล้ว ตอนนั้นเราคิดว่าเราจะต้องแยกกันจริงๆ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เลิกกันแต่การที่เราต้องแยกกันอยู่ ต้องโทรศัพท์คุยกัน ไม่ได้เจอหน้ากัน ไม่ได้กอดไม่ได้ใกล้ชิดกัน มันคงเป็นเรื่องที่ทรมานใจเราเป็นอย่างมาก และมันคงเป็นเรื่องยากมากที่เราจะหางานทำอยู่ที่เดียวกัน

ตอนนั้นผมยอมรับว่าผมกลัวว่าอะไรๆมันจะเปลี่ยนไปเวลาที่เราต้องแยกกันอยู่ ยิ่งเวลาเหลือน้อยลงเท่าใด ผมก็ยิ่งได้เห็นอะไรๆที่อยู่ในใจของเค้าที่เค้าไม่ค่อยพูดออกมา มันยิ่งทำให้ผมรักเค้ามากขึ้นไปอีกและยิ่งกลัวการแยกจากกันมากขึ้นด้วย

เราเคยคิดกันว่าเราจะไม่ยังไม่ทำงาน เราจะพยายามสอบเรียนต่อปริญญาโทที่ไหนก็ได้ เพื่อที่เราจะได้อยู่ด้วยกันเหมือนเดิม ตอนนั้นทางบ้านของเราก็ไม่ได้ว่าอะไร ช่วงนั้นการเรียนต่อ ปริญญาโท เป็นทางออกของที่ดีของคนที่จบปริญญาตรีในช่วงนั้น แล้วยังหางานทำไม่ได้ หรือไม่ได้งานที่ตัวเองต้องการ

แต่ตอนนั้นเราสองคนมีความเห็นตรงกันว่า เราเบื่อที่จะเรียนแล้ว เบื่อบรรยากาศของมหาวิทยาลัยเต็มทีแล้ว ตอนนั้นเราคิดว่าเราโตพอ เราน่าจะหาหนทางของเราเองมากกว่า ผมกับเค้ามีนิสัยอยู่อย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ ชอบการผจญภัย ชอบเที่ยวไกลๆ ชอบเสี่ยง ( คงเป็นเพราะดู Lonely Planet ของ Discovery Channel มากไปมั๊ง เราเคยฝันว่าอยากไปสะพายเป้เที่ยวรอบโลกให้ได้อย่างนั้นบ้าง ) เราก็เลยตัดสินใจไม่เรียนต่อ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรกันดี

ตอนเย็นของวันหนึ่งประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2542 ตอนที่เรากำลังกินข้าวด้วยกันอยู่ที่โรงอาหาร ชาย อยู่ดีๆเค้าก็บอกกับผมว่า ตอนนี้เค้ามีวิธีที่จะทำให้เราไม่ต้องแยกจากกันแล้ว และอาจจะไม่ต้องแยกจากกันตลอดชีวิตนี้ เค้าเสนอให้ผมกับเค้าหุ้นทำกิจการ IT เล็กๆที่เป็นของเราเอง เราก็ได้อยู่ด้วยกัน ทำงานด้วยกัน ตอนนั้นผมฟังแล้วอึ้งไปชั่วขณะ เพราะการทำธุรกิจไม่เคยอยู่ในหัวผมมาก่อนเลยตลอดชีวิต ผมมาจากครอบครัวข้าราชการ ทั้งพ่อ แม่ พี่สาว ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าธุรกิจเค้าทำยังไงกัน

แล้วอีกอย่างตอนนั้นมันเป็นก็ช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำอย่างมาก บริษัททั้งหลายก็ไปไม่รอด ปลดพนักงาน บางที่ก็ปิดตัวเอง แต่เรากลับคิดจะลงทุน มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะบ้า และเสี่ยงเป็นอย่างมาก

แต่แฟนผมเค้ามาจากครอบครัวที่บ้านทำธุรกิจฐานะดี มีบริษัทใหญ่โต ตอนที่เราเจอกันหน้าร้าน 7- Eleven เรื่องที่เราคุยกันถูกคอมากที่สุดก็พวก Unix , Linux , Network ต่างๆ เค้าบอกว่าเค้าคิดที่จะเขียนหนังสือเกี่ยวกับ การใช้งาน Linux ตอนนั้นผมรู้สึกอึ้งเพราะตอนนั้น Linux มันยังใหม่มาก ผมแทบจะไม่สนใจมันเลย ตอนนั้นผมสนใจแต่ Mirc , Pirch98 , ICQ เท่านั้น อืมมมมม...ดีเน๊อะ

เค้าชอบแนวคิดของ Linux และพวก Open source มาก ตั้งแต่ผมไปที่ห้องเค้าครั้งแรกผมก็เห็นหนังสือเกี่ยวกับ Linux วางอยู่หลายเล่ม เค้าชอบศึกษาเรื่องพวกนี้ด้วยตัวเอง เค้าชอบใช้อะไรแปลกๆที่ชาวบ้านเค้าไม่ใช้กัน ประเภทชอบใช้ Linux แทน Windows ชอบใช้ Opera กับ Netscape แทน Internet Explorer อะไรประมาณนี้ ทั้งๆที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยใช้กัน และอีกหลายอย่างที่ประหลาดๆเค้ามักจะคิดไม่เหมือนคนอื่น บางทีเลยทะเลาะกันเรื่องงานบ่อย

ทุกวันนี้เค้าทำทั้งเว็บไซค์และหนังสือเกี่ยวกับ Linux , Network ทั้งหลายแหล่ที่เค้าเขียนเอง วางขายอยู่หลายเล่ม ซึ่งบางเล่มเค้าเริ่มเขียนตอนที่เค้าเป็นแฟนกับผมแล้ว

ผมกับเค้าเห็นว่านี่เป็นวิธีเดียวที่น่าจะดีที่สุดสำหรับเราแล้ว เราจะได้ไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างใคร เราสร้างและเป็นเจ้าของงานของเราเองและที่เราชอบที่สุดคือเราจะได้ทำงานด้วยกัน เราจะได้อยู่ด้วยกันไม่ต้องแยกแจกกัน ตอนนั้นเราคิดกันอย่างนี้ เราไม่ค่อยสนใจกับความเสียงมากมายนัก

เค้าพูดกับผมว่า " ตัวเองก็เป็นหุ้นส่วนชีวิตของเรามาตั้งนานแล้ว ต่อไปนี้ตัวเองก็มาเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกับเราอีกอย่างนะ " คือถ้าอยู่ตามลำพังเราจะใช้คำเรียกกันว่า " ตัวเอง " กับ " เรา " ( แหวะ...น่าอ๊วกแตกแท้ๆ)

แต่สำหรับนักศึกษา 2 คน ที่เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยใหม่ๆ ยังไม่เคยทำงาน ยังไม่เคยมีประสบการณ์ ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับธุรกิจเลย มันช่างเป็นอะไรที่เสี่ยงและน่ากลัวมากสำหรับเรา แต่โชคดีที่ทางบ้านเค้าสนับสนุนเกือบจะทุกอย่างทั้งเรื่องเงินทุน ให้คำปรึกษา เราเลยกล้าพอที่จะลงมือทำกันจริงๆ

ช่วงที่รู้ผลแล้วว่าเราเรียนจบแน่นอน มันก็ถึงเวลาที่ต้องแยกจากกันแล้วผมขนของกลับมาอยู่บ้านที่กรุงเทพ ประมาณปลายเดือนมีนาคม เค้าก็กลับไปอยู่บ้านเค้าเหมือนกัน ช่วงนั้นเป็นครั้งแรกที่เราต้องแยกกันนับตั้งแต่เราคบเป็นแฟนมาร่วม 2 ปี เราติดต่อกันทั้งทางโทรศัพท์และ E-mail ผมรู้สึกได้ทันทีเลยว่า ผมคงแยกจากเค้าไม่ได้จริงๆ คือมันเหงามาก เหมือนกับว่าชีวิตของผมมันขาดส่วนที่สำคัญไป บอกตรงๆว่ามันไม่มีความสุขเลย คิดถึงเค้าตลอด

ตอนแรกผมก็ยังไม่ได้บอกแม่กับพี่สาว ถึงโครงการที่ผมจะทำกับเค้า ได้แต่บอกว่าอยากพักผ่อนอยู่บ้านเฉยๆสัก 1 เดือนก่อนที่จะหางานทำ บอกอย่างไม่อายว่าผมเองไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับเค้าเท่าไหร่เลย เค้ามาจากครอบครัวที่ทำธุรกิจอยู่แล้ว ฐานะทางบ้านเค้าดีมาก เค้ามีญาติๆที่ทำธุรกิจอยู่ในกรุงเทพเยอะ เราเลยโชคดีมากในเรื่องนี้

ทางบ้านเค้าสนับสนุนเต็มที่ พ่อกับแม่เค้าดีใจมากที่เห็นเค้าคิดจะมีกิจการเอง ก็เลยให้ยืมเงินทุนก้อนแรกซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มากพอสมควร แถมให้รถที่บ้านมาใช้อีก 1 คัน ส่วนผมนั้นแม่ต้องกู้ธนาคารให้เพราะบ้านผมฐานะไม่ได้ร่ำรวยอะไร ซึ่งกว่าจะได้ก็ลำบากมากพอสมควร เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่ธนาคารเจอปัญหาเศรษฐกิจเต็มที่ เลยไม่ยอมปล่อยกู้ง่ายๆ
ในที่สุดเราก็ได้ตึกแถวอยู่ในทำเลที่ถือว่าดีพอสมควรสำหรับในกรุงเทพ ด้วยความช่วยเหลือของญาติพี่น้องของพ่อเค้า แต่ก่อนเคยเป็นร้านหนังสือแต่ขาดทุน ช่วงนั้นเป็นช่วงวิกฤติทางการเงิน เลยหาคนเช่ายาก เพราะไม่มีใครกล้าลงทุน เราเลยได้มาด้วยค่าเช่าที่ไม่แพงจนเกินไปนัก ตอนที่เราไปเห็นตอนแรกนั้น ผมคิดไม่ออกเลยว่าจะทำอะไรก่อนอะไรหลังดี เพราะมันโล่งมาก ไม่มีอะไรเลยจริงๆ

ในระหว่างนั้น เค้ามากรุงเทพแล้วก็มาพักที่บ้านผมหลายอาทิตย์ กว่าที่อะไรๆจะเริ่มลงตัว แต่เราไม่กล้ามีอะไรกันในบ้านเพราะรู้สึกผิดๆและตะขิดตะขวงใจ ยังไงก็ไม่รู้ ได้แต่นอนกอดกันเฉยๆ แต่แม่ผมน่ะชอบเค้ามากเลยทีเดียว ชอบที่เค้าเรียนเก่ง แล้วก็สุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน มาอยู่บ้านผมก็มาช่วยกวาดบ้านถูบ้านให้ทุกวัน

ตอนนั้นผมกับเค้าเหนื่อยและเครียดกันมาก วันๆหนึ่งเราต้องเดินทางกันตลอด เค้าไม่เคยขับรถในกรุงเทพตอนแรกก็มีปัญหาพอสมควร ผมก็ขับได้แต่ขับไม่แข็งเลยช่วยอะไรไม่ได้มาก ได้แต่ช่วยบอกทางเท่านั้น ช่วงนั้นห้างพันทิพย์เป็นสถานที่ๆผมกับเค้าไปกันบ่อยมากที่สุด เพราะอยู่ไม่ไกลจากบ้านผมนัก และด้วยความช่วยเหลือจากญาติๆของเค้าทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นความจริงขึ้นมาได้ โดยที่ไม่โหดร้ายกับเราจนเกินไปนัก แต่ก็สร้างความมึนเหนื่อยหน่ายท้อแท้ให้กับเรามากพอสมควร สิ่งที่เราคิดว่ารู้ พอมาตอนนี้มันกลับกลายเป็นสิ่งที่เราแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย

ปล ไม่นับตอนนี้ก็อีก 3 ตอนก็จบแล้วคร๊าบบ ยิ่งอ่านก็ยิ่งอิจฉาคนเขียนจังเยย  :icon_crying: :icon_crying: ตอนนี้เป็นไงกันมั่งแล้วไม่รู้ แต่คบกันมานานขนาดจนแต่งเรื่องนี้ก็ประมาณ 5 ปี ผมก็ประมาณว่าสองคนนี้น่าจะยังอยู่ด้วยกันนะครับ

Offline hamster

  • Exclusive
  • Sr. Member
  • *
  • Posts: 436
  
ดีอะ ช่วยกันทำมาหากิน คงมีความสุข อิจฉาจริงๆ  :icon_crying: ไม่มีกะเค้าบ้าง
:thinking2:

Offline lingnoi

  • Sr. Member
  • *
  • Posts: 325
ลิงน้อยว่ามันคงเป็นพรหมลิขิตจริงๆนะ นานๆจะได้เห็นคู่เกย์แบบนี้ :wacky: ไม่ใช่แค่....แล้วก็แยกทางกัน


++ มีความจริงอยู่ในความรักตั้งมากมาย

Offline Goa'ul

  • VIP Member
  • *
  • Posts: 538
มหาวิทยาลัยชีวิต

เราเปิดร้านครั้งแรก เราขายเกือบจะทุกอย่างที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แล้วก็รับซ่อม รับ Upgrade ตอนแรกมีพนักงานแค่ 3 คนคือ ผม เค้า แล้วก็ช่างอีกคนเป็นเด็กที่ จบ ปวส. ที่ไปได้มาจากพันทิพย์ แต่รู้เรื่อง Hardware ดีกว่าเราทั้งสองคนอีก ตอนนั้นโครตอายเลยครับ เรามีแต่ทฤษฎีกลางอากาศ ที่ไม่ค่อยสอดคล้องกับโลกแห่งความเป็นจริงมากนัก

แฟนผมเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ ตัวผมเองก็จบวิทย์คอมฯแต่ไม่ค่อยรู้เรื่อง Hardware ในทางปฏิบัติที่จะทำให้มันออกมาดีกันเลยทั้งสองคน จากแต่ก่อนที่เคยคิดกันว่าเรารู้เรื่องนี้ค่อนข้างมาก เราโชคดีมากที่ได้น้องคนนี้มา

จริงๆแล้ว วุฒิปริญญาตรีที่ผมมีนั้น ทุกวันนี้แทบจะไม่ได้ใช้อะไรแล้ว เพราะความรู้ของเราบางเรื่องสู้คนที่จบมาใหม่ๆไม่ได้ ผมก็เลยให้พวกเค้าทำกันไป วิชาการพวกนี้มัน Update ตัวมันเองทุกปี แต่บางอย่างที่ผมเคยเรียนเมื่อหลายปีมาแล้ว มันก็ยังย่ำอยู่ที่เดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยังปลูกฝังแนวคิดเดิมๆให้นักศึกษาอยู่ ทั้งๆที่ก็รู้ว่า โลก IT มันเปลี่ยนแปลงกันอยู่ตลอดเวลา ตัวผมเองก็ต้องมาเริ่มต้นเรียนบางสิ่งบางอย่างด้วยตัวเอง ต้องอ่านเอง ศึกษาเอาเอง ในสิ่งที่ไม่เคยเรียนในมหาวิทยาลัย

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเราคือ ความซื่อสัตย์และจริงใจต่อลูกค้า คนเราควรที่จะอยากให้ มากเท่าๆกับที่เราอยากได้รับจากคนอื่น ก็อย่างที่เรารู้กันดีว่า สิ่งต่างๆในวงการคอมพิวเตอร์มันเปลี่ยนแปลงเกือบจะทุกลมหายใจเข้าออกก็ว่าได้ มัน Update และ Upgrade กันอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่ผมเรียน สิ่งที่ผมท่อง สิ่งที่ผมรู้จักเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตอนนี้มันกลายเป็นเรื่องโบราณไปแล้ว มหาวิทยาลัยให้สิ่งที่จำเป็นเบื้องต้นกับเรา นอกเหนือจากนั้น ถ้าอยากมีชีวิตที่ดี อยากมีความสุขตามแบบตัวเองต้องการ เราต้องหาของเราเองเท่านั้น มหาวิทยาลัยให้เราไม่ได้เลย หรือให้ได้ แต่ก็ได้แค่บทเริ่มต้นเท่านั้น

ตอนนี้ (2545) ผ่านไปแล้วเกือบจะ 3 ปีแล้ว มันทั้งหนักทั้งเหนื่อยทั้งเครียดกว่าจะผ่านมาได้ บางครั้งเราก็กลัวมากกับความเสี่ยงที่เราทำลงไป กว่าที่เราจะสร้างระบบต่างๆให้ลงตัวได้ เราจดทะเบียนเป็นบริษัท งานที่บริษัทเราทำเยอะมาก ทั้งแต่เป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ brand name ทั้งหลายแหล่ ให้บริการ ISP รับให้คำปรึกษาและวางระบบ LAN ในองค์กรขนาดใหญ่ โครงการที่เรากำลังคิดๆกันอยู่คือการผลิต brand name ของเราเอง ตอนนี้เราก็ทดลองร่วมลงทุนกับบริษัทจากไต้หวันผลิตพวก hardware พื้นฐานอยู่

เรารับทำ software เฉพาะทางให้กับหน่วยงาน รับสร้าง ออกแบบ ดูแล เว็บ e-commerce เน้นเรื่องการจัดการ ดูแล และสำรอง ฐานข้อมูลขององค์กรขนาดใหญ่โดยเฉพาะ เปิดโรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์ สอนออกแบบเว็บไซค์ มี 3 สาขาแล้วตอนนี้ รวมกับร้านขายอุปกรณ์อีก 5 ร้าน ล่าสุดก็เพิ่งที่พันทิพย์ แล้วเรามีโครงการที่จะไปทำธุรกิจนี้ที่ประเทศลาวด้วย เพราะครอบครัวของแฟนผมเค้าทำธุรกิจที่นั้นมานานมาก เท่าที่เรารู้บริษัท IT ส่วนใหญ่จะเป็นของฝรั่งออสเตรเลียเยอะ ซึ่งเราคิดว่าเราน่าจะทำอะไรที่นั้นได้บ้าง

เราเพิ่งจ้างผู้จัดการมาได้ไม่นานนี้เอง มันทำให้ผมกับเค้ามีเวลาว่างมากขึ้นเป็นอย่างมาก เค้าก็มีเวลาทำเว็บไซค์และเริ่มเขียนหนังสือเกี่ยวกับ Linux ที่เค้าชอบ โชคดีที่กิจการของเราไปได้ด้วยดี ถึงเราจะเป็นหนี้ธนาคารมาก เพราะลงทุนไปเยอะ แต่โชคดีที่ไม่เป็น NPL เพราะทุกอย่างมันก็เริ่มที่จะทำเงินได้แล้ว ตอนนี้ผมกับเค้ามีเวลามากขึ้นก็มองหาลู่ทางลงทุนอะไรใหม่ๆ ที่น่าสนใจ เรามีโครงการ การลงทุนอะไรใหม่ๆอีกเยอะมากในอนาคต

ผมกับเค้าก็ไม่ต้องแยกกันจริงๆ ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาเราจะมีความคิดเห็นที่ไม่ค่อยจะตรงกันบ้างในเรื่องงานแต่สุดท้ายก็หาทางออกที่ดีได้ เค้าคงโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ยอมรับความคิดของคนอื่นได้ดีขึ้น นี่ถ้าเป็นสมัยเรียน เราคงทะเลาะกันเรื่องงานทุกวันแน่

ตอนนี้เราอายุ 26 แล้ว (2545 ) สำหรับผมเค้ายังน่ารักเหมือนเดิม เค้ายังยิ้มสวย ทำให้โลกสดใส อารมณ์ดี เหมือนตอนที่ผมเจอเค้าครั้งแรกเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เค้าหน้ายังเด็กกว่าอายุจริงมาก คงเพราะเป็นคนผิวขาว และเป็นคนอารมณ์ดี หัวเราะเก่ง เค้ามีเหตุผลและไม่ค่อยเอาแต่ใจตัวเองเหมือนเมื่อก่อน แต่สำหรับผมหน้าชักจะแก่เกินอายุแล้ว น้ำหนักชักมากขึ้น เลยต้องเริ่มออกกำลังกาย วิ่งตอนเช้า เล่นฟิตเน็ท บ้างแล้ว เค้าเคยขู่ผมว่าถ้าปล่อยให้มีพุง เค้าจะทิ้งเพราะเค้าชอบคนที่มีกล้าม

ฐานะเราถือว่ามั่นคงมากพอสมควร ผมกับเค้าไม่ต้องดิ้นรนเรื่องเงินๆทองๆ แต่เราก็ไม่ได้มีชีวิตที่ฟุ่มเฟือยอะไรมากมาย แต่สิ่งที่มีค่าสำหรับผมคือ " การที่ผมกับเค้าได้อยู่ด้วยกัน " แต่สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับผมกับเค้าคือ เรื่องการวางตัว ยิ่งนับวันยิ่งยาก เพราะเรามีลูกน้องเยอะมาก บางทีเราก็อึดอัดใจเหมือนกันเวลาที่เราจะไปไหนมาไหนด้วยกัน กลัวว่าพนักงานจะสงสัยเอา

บางทีแค่เราจะไปกินข้าวด้วยกันตอนกลางวันก็ต้องโกหก ว่าต่างคนจะไปโน่นไปนี่ แล้วก็ไปแอบเจอกัน รู้สึกว่ามันไม่มีอิสระยังไงก็ไม่รู้ บางทีไปก็ไปเจอลูกน้องเข้าโดยบังเอิญตอนที่เราไปดูหนังด้วยกัน ผมยอมรับว่าค่อนข้างจะอายอยู่เหมือนกัน

บางทีเวลามีคนทำงานอยูที่สำนักงานเยอะๆ ผมกับเค้าก็จะแอบๆ ไปกอดกัน ไปหอมกัน ไม่ให้คนเห็น รู้สึกว่ามันสะใจดีแท้ :)

เพราะถ้าเป็นผู้ชายปกติ ด้วยวัยขนาดนี้ สร้างเนื้อสร้างตัวจนฐานะมั่นคงแล้ว ก็น่าที่จะมีเรื่องผู้หญิง หรือไม่ก็มีเมียเป็นตัวเป็นตนไปแล้ว แต่ผมกับเค้า ไม่เลย เคยมีลูกน้องถามเราสองคนบ่อยๆ แต่เราก็ไม่รู้จะตอบไปว่ายังไง ก็ได้แต่อ้างว่า ไม่มีเวลาบ้าง อะไรบ้างไปตามเรื่อง โดยเฉพาะแฟนผมจะโดนถามบ่อยกว่าผม เพราะมีผู้หญิงมาชอบเค้าเยอะ

Offline lingnoi

  • Sr. Member
  • *
  • Posts: 325
ลิงน้อยยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกดีจังเลย อยู่ดีดีก็อยากร้องไห้ซะงั้น


++ มีความจริงอยู่ในความรักตั้งมากมาย

Offline Goa'ul

  • VIP Member
  • *
  • Posts: 538
ความจริงก็คือความจริง

ผมกับเค้าเคยเห็นสิ่งที่ดีที่สุดและสิ่งที่แย่ที่สุดของกันและกันมาหลายครั้งแล้ว แต่เราก็ยังรักกันและกันเหมือนเดิม ผ่านมาตั้งเกือบห้าปีแล้วนะ เค้าชอบพูดกับผมบ่อยๆในทำนองว่า อย่าทิ้งเค้านะเรามาด้วยกันถึงตรงนี้แล้ว เค้าคงจะไปเริ่มต้นกับใครใหม่หรือหาใครใหม่ที่เหมือนผมไม่ได้อีกแล้ว สัญญานะว่าจะอยู่ด้วยกันอย่างนี้ไปเรื่อยๆ อยู่กันจนแก่ตายจากกันไปเลยนะ

ผมฟังแล้วรู้สึกดีใจมากที่ได้ยินคำพูดอย่างนี้จากปากเค้าเอง แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เอ๊ะ เราดูไม่ค่อยน่าไว้ใจเลยเหรอ จริงๆแล้ว ประโยคนี้ ผมเองควรจะเป็นคนพูดกับเค้ามากกว่า เพราะลึกๆแล้วผมกลัวมาก กลัวที่จะต้องเสียเค้าไป แล้วผมจะหาใครที่ดีเท่ากับเค้าได้อีกละ

ทุกวันนี้ผมไม่เคยคิดที่จะนอกใจหรือคิดจะมีใครใหม่เลย ไม่เลยจริงๆ (ถึงผมจะเป็นคนที่มีนิสัยเจ้าชู้ก็เถอะ แต่ก็แค่มองๆคนอื่นเท่านั้น ไม่ได้คิดอะไร คงไม่มีใครที่ดีที่สุดสำหรับผมเท่ากับแฟนของผมคนนี้อีกแล้ว ) เค้าดีที่สุดสำหรับผมแล้ว ทั้งรูปร่างหน้าตา ทั้งนิสัย ทุกครั้งที่ผมต้องขับรถไปไหนไกลๆ แล้วเค้าไม่ได้ไปด้วย เค้าจะพูดเสมอว่าอย่าประมาทนะ ขับรถดีๆนะ ถ้าตัวเองเป็นอะไรไป แล้วจะให้เค้าทำยังไง จะอยู่ยังไง

เราร่วมกันสร้างฐานะของเราได้ถึงขนาดนี้ ผมยอมรับว่ามันไปได้ดีเกินคาดเป็นอย่างมาก นี่ถ้าเราเป็นผู้หญิงกับผู้ชายปกติ ป่านนี้เราคงคิดถึงเรื่องการลงหลักปักฐานกันซื้อบ้าน และคงมีลูกด้วยกันแล้ว

แต่ถึงเราจะรักกันขนาดไหน แต่เราก็ระวังตัวในเรื่องนี้มากต่อหน้าคนอื่น ทั้งกับครอบครัวและลูกน้อง ตอนสมัยเรียนเราคิดกันว่า ถ้าเราเรียนจบแล้วเราคงมีอิสระแสดงออกอะไรกันได้มากกว่านี้นะ แต่มันไม่เป็นเช่นนั้นเลย กลับยิ่งลำบากกว่าตอนสมัยเรียนเสียอีก เค้ากลัวที่บ้านจะรู้เรื่องนี้มาก แต่โชคดีที่เค้ามาอยู่กรุงเทพ ไม่ค่อยได้เจอครอบครัวของเค้านัก ผมก็ไม่ได้อยู่บ้าน แม่กับน้องชายเลยไม่ค่อยรู้เรื่องผมกับเค้าเท่าไหร่

คืนวันศุกร์ กลางวันของวันเสาร์ คืนวันเสาร์ กลางวันของวันอาทิตย์ คือวันพักผ่อนของเรา เป็นมายังงี้ตั้งแต่เป็นแฟนกันตอนเรียนในมหาวิทยาลัย ผมกับเค้าชอบทะเลมาก ไม่รู้เป็นยังไง แต่ถ้าว่างๆก็จะไปกันเกือบจะทุกครั้ง บ่อยที่สุดก็พัทยา บางแสน ชะอำ หัวหิน

เราสองคนไม่ค่อยชอบอยู่และเที่ยวในกรุงเทพเท่าไหร่ คือถึงแม้ผมจะเป็นคนกรุงเทพ เกิดที่นี่ โตที่นี่ แต่ตั้งแต่ไปเรียนที่ขอนแก่น 4 ปี ผมกลับหลงรักในบรรยากาศแบบอีสานๆมาก (ได้รับอิทธิพลมืดมาเต็มๆ ส้มตำปลาร้า ข้าวเหนียว ข้าวจี่ หมกหน่อไม้ ฟาดเรียบ )
 
แต่ที่จำเป็นต้องอยู่กรุงเทพก็เพราะเรื่องงานนี่ล่ะ ผมกับเค้าเคยไปเที่ยวแถวๆสีลมตอนกลางคืน ผมรู้สึกทนไม่ไหวที่มีคนมามองแฟนผมมากๆหรือมายิ้มให้ พอเข้าไปนั่งกินเบียร์ก็มีคนมาให้เบอร์ ขอเบอร์ ผมทนไม่ไหว เลยต้องพาเค้ากลับ แล้วเราก็ไมเคยไปเที่ยวแถวๆนั้นอีกเลย

แต่ที่เที่ยวในกรุงเทพที่เราชอบที่สุดคือ โรงหนัง คือไม่ว่าจะมีหนังอะไรใหม่เข้ามา เราเกือบจะได้ดูเกือบทุกเรื่อง อย่างน้อยก็สัปดาห์ละ 2-3 เรื่องที่เราไปดูด้วยกันตอนกลางคืน หรือถ้าไม่ดู หนังวันเสาร์ วันอาทิตย์ เราก็จะไปขับรถเที่ยวกัน ขับไปเรื่อยๆ คุยกันไป บางทีออกจาก กรุงเทพเช้าวันเสาร์ ขับรถไปเที่ยวทางภาคเหนือ หรือทางอีสาน มืดที่ไหนก็ไปเช่าโรงแรมนอนกัน เช้าก็ขับรถกลับกรุงเทพ คือจะโกหกที่บ้านกับลูกน้องว่า เค้ากลับบ้านบ้าง หรือผมไปธุระต่างจังหวัดบ้าง จริงๆแล้วเราแอบไปเที่ยวด้วยกัน เพราะไม่อยากให้ใครรู้

แต่ว่าในที่สุดก็มีคนรู้ความจริงเข้าจนได้ พี่สาวของผมเอง มีอยู่วันหนึ่งพี่สาวผมต้องใช้ทะเบียนบ้านเอาไปทำธุระซึ่งเผอิญว่ามันอยู่กับผมเอาไปใช้เรื่องกู้เงินธนาคารก่อนหน้านี้พอดี ผมเอาไว้ในลิ้นชักที่โต๊ะทำงานผมซึ่งปกติก็จะล๊อคกุญแจอย่างดี ซึ่งผมดันเอาไปใส่รวมกับของที่เป็นส่วนตัวมากๆของผม ด้วยความที่คาดไม่ถึงและลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท ผมเลยให้กุญแจพี่สาวให้ไปไขเอาเอง แล้วผมก็ออกไปธุระข้างนอกโดยที่ไม่ได้คิดอะไร

แล้วอยู่มาวันหนึ่งพี่สาวผมก็โทรมาคุยกับผม ตอนแรกก็ถามผมอ้อมๆ ว่า รู้จักกับเพื่อนคนนี้ (หมายถึงแฟนผม) มานานหรือยัง แล้วไม่ได้เรียนคณะเดียวกันแล้วทำไมถึงได้รู้จักกันได้ ทำไมถึงได้สนิทกันจังถึงขนาดมาร่วมหุ้นทำบริษัทด้วยกันได้ แล้วทำไมชอบไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ (ทั้งๆที่ผมกับแฟนก็แอบๆกันไป แต่ก็ยังไม่รอดอยู่ดี )

แล้วก็ถามผมตรงๆเลยว่า ตกลงเพื่อนคนนี้จริงๆเป็นอะไรกับผม ผมตกใจมาก ไม่คิดว่าจะมีคนมาถามผมอย่างนี้ คือไม่รู้ว่าจะพูดอะไรแล้ว ผมนึกออกทันทีว่าทำไมพี่สาวผมถึงได้มาถามอย่างนี้ เพราะคงไปเจอรูปถ่าย สติ๊กเกอร์ของผมที่ถ่ายกับแฟน ซึ่งมีเยอะมาก แล้วที่สำคัญคือ ของขวัญเล็กๆน้อยๆ จดหมาย กลอน E-mail ที่ผม print ออกมาเก็บไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งต่างฝ่ายต่างส่งให้กันหลายร้อยฉบับมาก ( ทั้งๆที่ตอนเรียนก็อยู่ด้วยกันเจอกันแทบจะทุกวัน ) ซึ่งแต่ละฉบับก็เต็มไปด้วยการพร่ำพรรณาความรักที่เรามีต่อกันอย่างเต็มที่ แถมยังลงชื่อของเราทั้งสองคนเอาไว้อีกตางหาก ผมเลยไม่รู้ว่าจะแก้ตัวกับพี่สาวยังไง

ผมก็เลยบอกพี่สาวตรงๆเลย ว่า เพื่อนคนนี้ จริงๆแล้วคือแฟนผมเอง ผมเป็นเกย์ ( สะใจมากครับ )เราเป็นแฟนกันมาเกือบจะ 5 ปีแล้ว เราเป็นแฟนกันตั้งแต่เรียนปี 3 แล้วเราก็รักกันมาก ที่ผมผ่านจุดที่เลวร้ายที่สุดตอนสมัยเรียนจนเกือบจะถูก Retire และที่ผมมีทุกวันนี้ได้ นอกจากแม่และพี่แล้ว เค้าคือส่วนสำคัญที่สุดสำหรับผม แล้วที่เราเป็นหุ้นส่วนกัน ก็เพราะเราไม่อยากที่จะแยกจากกัน

ตอนนั้น ผมบอกด้วยอารมณ์สะใจมาก เพราะรู้สึกกดดันกับเรื่องนี้มานานมากแล้ว นี่ถ้ามีใครมาถามเรื่องนี้กับผมตรงๆบางทีผมอาจจะบอกตรงๆไปเลยก็ได้

พี่สาวผมถึงกับอึ้งไปพักใหญ่ แต่ด้วยความที่เราเป็นพี่น้องกัน แล้วผมกับพี่สาวก็รักและสนิทกันมากตั้งแต่เด็กๆ ผมใช้เวลาคุยโทรศัพท์เล่าเรื่องของผมกับแฟนให้พี่สาวฟังนานเป็นชั่วโมง พี่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรและไม่ได้แสดงอาการรังเกียจผมเลย ได้แต่บอกว่าอย่าให้แม่กับน้องชายรู้เท่านั้น เพราะกลัวสองคนนี่จะรับไม่ได้ และอย่าได้แสดงออกว่าเป็นอะไรกันต่อหน้าลูกน้องเป็นอันขาด

จริงๆแล้วสมัยเรียน ผมกับแฟนแทบจะไม่เคยให้ของขวัญอะไรกันเลย ได้แต่ถ่ายรูปตอนไปเที่ยวเกาะช้าง หรือถ่ายสติ๊กเกอร์ด้วยกันไม่กี่รูปเท่านั้น เพราะถ้าทำอะไรมากกว่านี้ก็กลัวว่าเพื่อนที่อยู่ด้วยกันจะสงสัยเรา แต่เราจะใช่ส่ง E-mail หากัน คือเราจะบอกความในใจที่อยู่ต่อหน้ากันแล้วเราไม่กล้าบอก หรือส่งคำขอโทษ จะใช้วิธีส่ง E-mail แทน คือเราจะปลดปล่อยและพร่ำรำพรรณสรรหาคำหวานๆส่งถึงกันอย่างเต็มที่ ประเภทไม่อายฟ้าดินเลย ว่าเราเป็นผู้ชายด้วยกัน

แต่พอตอนเรียนจบแล้ว มันเหมือนเราเก็บกดเรื่องนี้มานาน คือตอนนี้เราจะซื้อของเล็กๆน้อยๆให้กันเกือบจะทุกเดือน ทั้งส่งการ์ด ถ่ายสติ๊กเกอร์ด้วยกันทุกครั้งที่ไปเดินเที่ยวตามห้าง ถ่ายรูปด้วยกันเยอะมากทุกครั้งที่เราแอบไปเที่ยวตามชายทะเลด้วยกัน

Offline Goa'ul

  • VIP Member
  • *
  • Posts: 538
เพราะฉะนั้น จึงรักกันฉะนี้

เมื่อตอนที่เราตกลงปลงใจคบกันเป็นแฟน เมื่อเกือบ 5 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเราไม่กล้าสัญญากันว่า เราจะคบเป็นแฟนกันนานเท่าไหร่ เพราะตอนนั้นต่างฝ่ายต่างก็เป็นแฟนคนแรกของกันและกัน แล้วเราก็มีปัญหาในการปรับตัวเข้าหากันพอสมควร จริงๆแล้วผมกลัวมากว่าเค้าจะทิ้งผม เพราะผมแทบจะไม่มีดีอะไรเลย

แทนที่ผมจะเป็นฝ่ายดูแลเค้า แต่กลับกลายเป็นว่า เค้าต้องดูแลผมเกือบจะทุกอย่าง เป็นที่พึ่งทางใจทางผม แต่เค้าพึ่งอะไรผมไม่ค่อยได้เลย ที่ชีวิตผมเป็นอย่างทุกวันนี้ได้ก็เป็นเพราะการตัดสินใจของเค้า

สิ่งที่ดีอีกอย่างของเค้าคือ เค้าไม่เคยพูดในเชิงแบบทวงบุญคุณ หรือพูดถึงเรื่องความแตกต่างในหลายๆด้าน ของเค้ากับผมเลย (ความจริงก็คือ เค้าเก่ง เค้ามีความสามารถในหลายๆด้าน มากกว่าผมเยอะ ) ไม่เคยเลยจริงๆ ผมเองเสียอีกที่คอยคิดเล็กคิดน้อยในเรื่องนี้

แต่ตอนนี้มันผ่านมาเกือบ 5 ปี เราคิดว่าเราไปด้วยกันรอดแล้ว เราสองคนโตขึ้นมาก อายุมากขึ้น ประสบการณ์ในชีวิตก็มากขึ้น เราผ่านอะไรๆด้วยกันมาเยอะ ทั้งตอนที่รักกันอย่างที่สุด และตอนที่ทะเลาะกันหนักที่สุด ตอนนี้เราสองคนคิดถึงเรื่องอนาคตแล้ว

เพราะที่ผ่านมาเราพบว่าเราทิ้งกันไม่ได้แน่ เราคงจะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตจนกว่าจะตายจากกันนั่นแหละ ตอนนี้เราคิดว่า เราจะจัดการกับชีวิตคู่ของเราต่อไปอย่างไร เราควรจะบอกครอบครัวเราตอนนี้เลยหรือเปล่า เพราะยังไงๆวันหนึ่งพวกเค้าก็ต้องรู้ความจริงจนได้

และคิดว่าต่อไปอีกว่า ถ้าเราอยู่ด้วยนานมากๆ จนเราอายุมากด้วยกันทั้งคู่ แล้ววันหนึ่งความรู้สึกแบบแฟนที่มีต่อกันมันเปลี่ยนไป เราจะจัดการกับตรงนี้ยังไงดี เราจะอยู่ด้วยกันแบบเพื่อนได้หรือเปล่า ถ้าอีกฝ่ายเกิดไปมีคนใหม่ เราควรจะทำยังไง เพราะชีวิตมันไม่มีอะไรที่แน่นอน และเรายังต้องมีธุรกิจร่วมกันอยู่

แต่ผมกับเค้าเราสัญญากันว่า จะไม่ให้สิ่งที่ผมว่ามาข้างบนเกิดกับเราแน่นอน เพราะทุกวันนี้ เราไม่ทะเลาะกันเลย เราทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อถนอมน้ำใจกันและกัน เอาใจกันทุกอย่าง

ทุกวันนี้เราก็เลยพยายาม คิดดี ทำดี เราทำธุรกิจโดยที่ไม่เคยเอาเปรียบลูกค้าเลย ดีเราก็บอกว่าดี ไม่ดีเราก็บอกว่าไม่ดี เราให้สิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะให้ได้แก่ลูกค้า เรามีปรัชญาการทำงานที่ว่า ซื่อสัตย์และจริงใจกับลูกค้าทุกคน เราก็หวังว่าความดีที่เราทำไว้คงจะช่วยให้เราทั้งสองคนมีชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างราบรื่นและมีความสุขอย่างที่เราชอบ ไปเรื่อยๆจนตลอดชีวิต

แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นผลทันทีจากความจริงใจและซื่อสัตย์ของเราคือ เราได้ความเชื่อมันจากลูกค้า เราไม่เคยโดนลูกค้ามาต่อว่าเลย กิจการเราก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ผมว่าคงเพราะความ ซื่อสัตย์และจริงใจนี่แหละ

อย่างที่ผมเคยบอกนั่นแหละ แฟนผมเป็นคนที่มีความคิดประหลาดๆ อยู่เสมอ เค้าเคยบอกว่าเค้าอยากมีลูกกับผม ผมได้ยินตอนแรกก็ทั้งอึ้ง ทั้งงง อยากจะหัวเราะให้ฟันหักสะใจไปเลย ไม่รู้ว่าเค้าไปเอาความคิดประหลาดหลุดโลกนี้มาจากไหน ทั้งๆที่ก็รู้ว่าผู้ชายกับผู้ชายมันจะเอาอะไรไปตั้งท้อง เค้าก็เสนอความคิดอันแหวกแนวบอกให้เราไปขอเด็กมาเลี้ยง หรือไม่ก็ไปรับอุปการะเด็กตามสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นลูกของเราทั้งสองคน

มันเป็นเรื่องที่ผมไม่อาจจะยอมรับได้ ต่อให้ผมรักเค้าแค่ไหน ตามใจแค่ไหน แต่เรื่องนี้ผมคงยอมให้ไม่ได้แน่ ลองคิดเล่นๆดูนะครับ แล้วถ้าลูกโตมา แล้วจะให้บอกว่าใครเป็นพ่อ ใครเป็นแม่ แล้วลูกผมจะมีหน้าไปบอกกับใครได้ว่ามีพ่อกับแม่ เป็นผู้ชายทั้งคู่ ไม่ไหวครับ ผมทำไม่ได้ ถึงแม้ว่าจริงๆแล้วลึกๆผมก็อยากมีนะ แต่พอมาคิดถึงเรื่องนี้แล้ว ผมสงสารเด็ก ผมไม่มีวันที่จะทำเรื่องอย่างนี้แน่นอน

เค้าเคยบอกว่า ทำไมเราทั้งคู่ไม่เกิดเป็นผู้ชายกับผู้หญิงปกตินะ นี่ถ้าเราเป็นผู้ชายกับผู้หญิงปกติ ปานนี้เราคงมีลูกแล้วนะ เค้าอยากมีลูกกับผมหลายๆคน อยากสร้างครอบครัวเหมือนกับครอบครัวของเค้า คือพ่อแม่เค้ามีลูกหลายคน เค้าอยากมีครอบครัวอย่างนั้น ผมฟังแล้วก็ไม่รู้ว่าอย่างไร ได้แต่งงไม่หายว่าเค้าไปเอาความคิดอย่างนี้มาจากไหน
 
ตอนนี้เราก็เลยมีลูกหลายสิบตัว เป็นปลาทอง ปลาหางนกยูงอยู่ในตู้ที่สำนักงาน มันว่ายน้ำน่ารักมาก อืมมม....ดีเหมือนกันเน๊อะ

แล้วที่ผมบอกว่าผมเองเป็นคนเจ้าชู้มากนั้น พี่น้องของผมก็เป็นเหมือนกันหมดเลย พี่สาวผมพอเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็มีแฟนหลายคนมาก กว่าจะเรียนจบ 6 ปี เห็นแม่บอกว่าพามาที่บ้าน 4-5 คน พอจบไปทำงานก็เปลี่ยนแฟนเป็นว่าเล่น น้องชายผมก็เหมือนกัน เจ้าชู้ตั้งแต่เรียนมัธยม พอเข้ามหาวิทยาลัยก็มีแต่เรื่องผู้หญิง พามานอนที่บ้านอีกตางหาก ตอนนี้เรียนจบทำงานก็มีแต่เรื่องผู้หญิง ตอนนี้ก็พามาที่บ้านหลายคนแล้ว

ตัวผมเองก็เหมือนกัน แต่กรณีผมเป็นเกย์ก็ได้แค่ไปแอบชอบ ไปหลงรักเขาข้างเดียว ตอนเรียนมหาวิทยาลัย วันๆหนึ่งผมจะแอบชอบผู้ชายที่ผมเจอไม่น่าจะต่ำกว่า 10 คน ผมชอบโรงอาหารมาก เพราะจะเป็นที่รวมของหนุ่มๆน่ารักๆ มันทำให้การกินข้าวของผมมีความสุขมาก ไม่ว่าจะไปที่ไหนผมก็จะชอบคนโน้นคนนี้ไปเรื่อยๆ นี่ ถ้าผมเป็นผู้ชายปกติ ป่านนี้คงมีเมียกระหน่ำ ลูกเป็นโขยงไปแล้วมั๊ง

ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ผมชอบดูเด็กๆมัธยมปลายใส่กางเกงขาสั้น (ก็อย่างว่า คนมันเริ่มอายุมากแล้ว )บริษัทมีสาขาอยู่ใกล้ๆมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ผมชอบไปอยู่ที่สาขานี้มาก เพราะจะมีหนุ่มๆนักศึกษาเดินขวักไขว่ให้ผมดูอย่างไม่ขาดสาย ดูไปน้ำลายหกไป น่า...แท้ อืมมมม

พนักงานที่บริษัทก็มีที่เรียนจบใหม่ๆหล่อๆน่ารักๆ หลายคน แต่ก็ได้แค่ดูครับ ไม่ได้เก็บเอามาคิดอะไรแล้ว ผมเคยชมน้องผู้ชายวิศวะคอมฯ ที่ทำงานกับเราคนหนึ่งว่าหล่อ น่ารักดีให้แฟนผมฟัง แค่นั่นละ เค้าโกรธ งอน ไม่ยอมให้ถูกเนื้อต้องตัวไปหลายวันเลยทีเดียว

ด้วยเหตุนี้ ผมก็เลยผิดปกติและแตกต่างจากพี่สาวและน้องชาย ผมไม่เคยมีเรื่องผู้หญิงให้แม่ผมรู้เลยตั้งแต่เกิดมา จนทุกวันนี้แม่ผมเริ่มสงสัยแล้วเจอหน้าก็ถามทุกที ว่าเมื่อไหร่จะมีแฟน พาแฟนมาหาแม่ซะที จริงๆแล้วแม่ไม่รู้หรอกว่า ผมพาแฟนผมมาไหว้แม่ครั้งแรกตั้งแต่ 3 ปีทีแล้ว แล้วแม่ก็ชอบแฟนผมคนนี้มากด้วย ทุกวันนี้เค้าแทบจะเป็นลูกของแม่ไปอีกคนแล้ว

ทุกวันนี้ผมพอใจและมีความสุขกับชีวิตของผม มีความสุขกับสิ่งที่ผมเป็น ผมไม่รู้หรอกว่าผมจะมีความสุขอยู่กับชีวิตอย่างนี้ได้อีกนานเท่าไหร่ ผมไม่รู้จริงๆ ผมไม่รู้ว่าผมจะได้อยู่กับเค้าอย่างนี้อีกนานเท่าไหร่ ผมรู้เพียงว่า ทุกๆนาทีที่ผมมีโอกาสได้อยู่กับเค้า ผมจะทำมันให้ดีที่สุด นี่แหละคือสิ่งที่ผมรู้

มีข้อความอยู่บทหนึ่งที่ผมชอบมาก ผมเอามาจากแผ่นรอง Mouse ของห้องคอมพิวเตอร์ในคณะที่ผมเรียน สมัยที่ผมยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย มันเป็นสัจจะธรรมของสรรพสิ่งในจักรวาลนี้ ตามหลักของพุทธศาสนา

" ลมหายใจของชีวิตและกระแสลมแห่งความเปลี่ยนแปลง เป็นสิ่งเดียวกัน
แต่ผู้ที่หลุดลอยไปจากสายใยสัมพันธ์แห่งจักรวาล
ย่อมรู้สึกว่า สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง กำลังกัดกร่อนตน
แม้แต่ลมหายใจของชีวิต ก็ไม่อาจจะหล่อเลี้ยงพวกเขาได้ "


จบแค่นี้คร๊าบบบ ถ้าใครรู้เรื่องของสองคนนี้ ส่งข่าวด้วยนะครับผม แต่ก็หวังว่า เค้าสองคนยังคงรักกันอยู่และมีความสุขดีนะครับ ผมได้เรื่องนี้มาในช่วงวันวาเลนไทน์ปีนึง หลายปีแล้ว น่าจะประมาณปี 45 -46 นะ อ่านแล้วประทับใจมาก จำได้ว่าน้ำตาซึมเลย ทั้งที่ผมไม่เคยร้องไห้มานานมากจนจำไม่ได้แล้วร้องครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

ขอบคุณที่ติดตามครับ หวังว่าทุกคนจะได้รับความประทับใจอย่างทีผมได้รับนะครับ

Offline hamster

  • Exclusive
  • Sr. Member
  • *
  • Posts: 436
จบแบบ Happy Ending ขอบคุณครับ
:thinking2:

Offline lingnoi

  • Sr. Member
  • *
  • Posts: 325
จบซะแล้ว ลิงน้อยกะลังอ่านเพลินเลย ถ้าเจ้าของเรื่องยังอยู่ อยากใหมา้เล่าต่อครับ  :icon_smile:


++ มีความจริงอยู่ในความรักตั้งมากมาย

Offline limpor

  • Full Member
  • *
  • Posts: 152
ดีจังเลยครับที่จบแบบ Happy ของ LP ก็ประมาณนี้อ่ะครับแต่ว่าไปไม่รอดทั้งที่อยู่ในยุคที่สังคมเริ่มเปิดโอกาสแล้วแท้ๆ

ทุกวันนี้ยังคิดถึงเค้าอยู่เลย :icon_crying: :icon_crying: :icon_cry: