หุ้นส่วนชีวิต
ในตอนที่ผมกับเค้าเหลือเวลาเรียนในมหาวิทยาลัยอีกไม่มากนัก ก่อนที่เราจะเรียนจบตอนนั้นมันมีความรู้สึกทั้งดีใจ เศร้าใจ คือดีใจที่เราจะได้เรียนจบซะที แต่ที่เศร้าคือเราไม่รู้ว่าเมื่อออกไปจากรั้วมหาวิทยาลัยแล้ว เราจะทำอะไรกันต่อไป เราจะต้องเจอกับอะไรบ้าง และที่เศร้าที่สำหรับเราก็คือ การที่เราจะต้องแยกจากกัน ตอนนั้นผมกับเค้าเราพยายามที่จะไม่งอนไม่ทะเลาะกันเลย
เราพยายามอยู่ด้วยกันให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เพราะหลังจากนี้อีกไม่นานเราจะไม่มีโอกาสที่จะได้อยู่ด้วยกันอีกแล้ว ตอนนั้นเราคิดว่าเราจะต้องแยกกันจริงๆ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เลิกกันแต่การที่เราต้องแยกกันอยู่ ต้องโทรศัพท์คุยกัน ไม่ได้เจอหน้ากัน ไม่ได้กอดไม่ได้ใกล้ชิดกัน มันคงเป็นเรื่องที่ทรมานใจเราเป็นอย่างมาก และมันคงเป็นเรื่องยากมากที่เราจะหางานทำอยู่ที่เดียวกัน
ตอนนั้นผมยอมรับว่าผมกลัวว่าอะไรๆมันจะเปลี่ยนไปเวลาที่เราต้องแยกกันอยู่ ยิ่งเวลาเหลือน้อยลงเท่าใด ผมก็ยิ่งได้เห็นอะไรๆที่อยู่ในใจของเค้าที่เค้าไม่ค่อยพูดออกมา มันยิ่งทำให้ผมรักเค้ามากขึ้นไปอีกและยิ่งกลัวการแยกจากกันมากขึ้นด้วย
เราเคยคิดกันว่าเราจะไม่ยังไม่ทำงาน เราจะพยายามสอบเรียนต่อปริญญาโทที่ไหนก็ได้ เพื่อที่เราจะได้อยู่ด้วยกันเหมือนเดิม ตอนนั้นทางบ้านของเราก็ไม่ได้ว่าอะไร ช่วงนั้นการเรียนต่อ ปริญญาโท เป็นทางออกของที่ดีของคนที่จบปริญญาตรีในช่วงนั้น แล้วยังหางานทำไม่ได้ หรือไม่ได้งานที่ตัวเองต้องการ
แต่ตอนนั้นเราสองคนมีความเห็นตรงกันว่า เราเบื่อที่จะเรียนแล้ว เบื่อบรรยากาศของมหาวิทยาลัยเต็มทีแล้ว ตอนนั้นเราคิดว่าเราโตพอ เราน่าจะหาหนทางของเราเองมากกว่า ผมกับเค้ามีนิสัยอยู่อย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ ชอบการผจญภัย ชอบเที่ยวไกลๆ ชอบเสี่ยง ( คงเป็นเพราะดู Lonely Planet ของ Discovery Channel มากไปมั๊ง เราเคยฝันว่าอยากไปสะพายเป้เที่ยวรอบโลกให้ได้อย่างนั้นบ้าง ) เราก็เลยตัดสินใจไม่เรียนต่อ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรกันดี
ตอนเย็นของวันหนึ่งประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2542 ตอนที่เรากำลังกินข้าวด้วยกันอยู่ที่โรงอาหาร ชาย อยู่ดีๆเค้าก็บอกกับผมว่า ตอนนี้เค้ามีวิธีที่จะทำให้เราไม่ต้องแยกจากกันแล้ว และอาจจะไม่ต้องแยกจากกันตลอดชีวิตนี้ เค้าเสนอให้ผมกับเค้าหุ้นทำกิจการ IT เล็กๆที่เป็นของเราเอง เราก็ได้อยู่ด้วยกัน ทำงานด้วยกัน ตอนนั้นผมฟังแล้วอึ้งไปชั่วขณะ เพราะการทำธุรกิจไม่เคยอยู่ในหัวผมมาก่อนเลยตลอดชีวิต ผมมาจากครอบครัวข้าราชการ ทั้งพ่อ แม่ พี่สาว ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าธุรกิจเค้าทำยังไงกัน
แล้วอีกอย่างตอนนั้นมันเป็นก็ช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำอย่างมาก บริษัททั้งหลายก็ไปไม่รอด ปลดพนักงาน บางที่ก็ปิดตัวเอง แต่เรากลับคิดจะลงทุน มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะบ้า และเสี่ยงเป็นอย่างมาก
แต่แฟนผมเค้ามาจากครอบครัวที่บ้านทำธุรกิจฐานะดี มีบริษัทใหญ่โต ตอนที่เราเจอกันหน้าร้าน 7- Eleven เรื่องที่เราคุยกันถูกคอมากที่สุดก็พวก Unix , Linux , Network ต่างๆ เค้าบอกว่าเค้าคิดที่จะเขียนหนังสือเกี่ยวกับ การใช้งาน Linux ตอนนั้นผมรู้สึกอึ้งเพราะตอนนั้น Linux มันยังใหม่มาก ผมแทบจะไม่สนใจมันเลย ตอนนั้นผมสนใจแต่ Mirc , Pirch98 , ICQ เท่านั้น อืมมมมม...ดีเน๊อะ
เค้าชอบแนวคิดของ Linux และพวก Open source มาก ตั้งแต่ผมไปที่ห้องเค้าครั้งแรกผมก็เห็นหนังสือเกี่ยวกับ Linux วางอยู่หลายเล่ม เค้าชอบศึกษาเรื่องพวกนี้ด้วยตัวเอง เค้าชอบใช้อะไรแปลกๆที่ชาวบ้านเค้าไม่ใช้กัน ประเภทชอบใช้ Linux แทน Windows ชอบใช้ Opera กับ Netscape แทน Internet Explorer อะไรประมาณนี้ ทั้งๆที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยใช้กัน และอีกหลายอย่างที่ประหลาดๆเค้ามักจะคิดไม่เหมือนคนอื่น บางทีเลยทะเลาะกันเรื่องงานบ่อย
ทุกวันนี้เค้าทำทั้งเว็บไซค์และหนังสือเกี่ยวกับ Linux , Network ทั้งหลายแหล่ที่เค้าเขียนเอง วางขายอยู่หลายเล่ม ซึ่งบางเล่มเค้าเริ่มเขียนตอนที่เค้าเป็นแฟนกับผมแล้ว
ผมกับเค้าเห็นว่านี่เป็นวิธีเดียวที่น่าจะดีที่สุดสำหรับเราแล้ว เราจะได้ไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างใคร เราสร้างและเป็นเจ้าของงานของเราเองและที่เราชอบที่สุดคือเราจะได้ทำงานด้วยกัน เราจะได้อยู่ด้วยกันไม่ต้องแยกแจกกัน ตอนนั้นเราคิดกันอย่างนี้ เราไม่ค่อยสนใจกับความเสียงมากมายนัก
เค้าพูดกับผมว่า " ตัวเองก็เป็นหุ้นส่วนชีวิตของเรามาตั้งนานแล้ว ต่อไปนี้ตัวเองก็มาเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกับเราอีกอย่างนะ " คือถ้าอยู่ตามลำพังเราจะใช้คำเรียกกันว่า " ตัวเอง " กับ " เรา " ( แหวะ...น่าอ๊วกแตกแท้ๆ)
แต่สำหรับนักศึกษา 2 คน ที่เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยใหม่ๆ ยังไม่เคยทำงาน ยังไม่เคยมีประสบการณ์ ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับธุรกิจเลย มันช่างเป็นอะไรที่เสี่ยงและน่ากลัวมากสำหรับเรา แต่โชคดีที่ทางบ้านเค้าสนับสนุนเกือบจะทุกอย่างทั้งเรื่องเงินทุน ให้คำปรึกษา เราเลยกล้าพอที่จะลงมือทำกันจริงๆ
ช่วงที่รู้ผลแล้วว่าเราเรียนจบแน่นอน มันก็ถึงเวลาที่ต้องแยกจากกันแล้วผมขนของกลับมาอยู่บ้านที่กรุงเทพ ประมาณปลายเดือนมีนาคม เค้าก็กลับไปอยู่บ้านเค้าเหมือนกัน ช่วงนั้นเป็นครั้งแรกที่เราต้องแยกกันนับตั้งแต่เราคบเป็นแฟนมาร่วม 2 ปี เราติดต่อกันทั้งทางโทรศัพท์และ E-mail ผมรู้สึกได้ทันทีเลยว่า ผมคงแยกจากเค้าไม่ได้จริงๆ คือมันเหงามาก เหมือนกับว่าชีวิตของผมมันขาดส่วนที่สำคัญไป บอกตรงๆว่ามันไม่มีความสุขเลย คิดถึงเค้าตลอด
ตอนแรกผมก็ยังไม่ได้บอกแม่กับพี่สาว ถึงโครงการที่ผมจะทำกับเค้า ได้แต่บอกว่าอยากพักผ่อนอยู่บ้านเฉยๆสัก 1 เดือนก่อนที่จะหางานทำ บอกอย่างไม่อายว่าผมเองไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับเค้าเท่าไหร่เลย เค้ามาจากครอบครัวที่ทำธุรกิจอยู่แล้ว ฐานะทางบ้านเค้าดีมาก เค้ามีญาติๆที่ทำธุรกิจอยู่ในกรุงเทพเยอะ เราเลยโชคดีมากในเรื่องนี้
ทางบ้านเค้าสนับสนุนเต็มที่ พ่อกับแม่เค้าดีใจมากที่เห็นเค้าคิดจะมีกิจการเอง ก็เลยให้ยืมเงินทุนก้อนแรกซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มากพอสมควร แถมให้รถที่บ้านมาใช้อีก 1 คัน ส่วนผมนั้นแม่ต้องกู้ธนาคารให้เพราะบ้านผมฐานะไม่ได้ร่ำรวยอะไร ซึ่งกว่าจะได้ก็ลำบากมากพอสมควร เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่ธนาคารเจอปัญหาเศรษฐกิจเต็มที่ เลยไม่ยอมปล่อยกู้ง่ายๆ
ในที่สุดเราก็ได้ตึกแถวอยู่ในทำเลที่ถือว่าดีพอสมควรสำหรับในกรุงเทพ ด้วยความช่วยเหลือของญาติพี่น้องของพ่อเค้า แต่ก่อนเคยเป็นร้านหนังสือแต่ขาดทุน ช่วงนั้นเป็นช่วงวิกฤติทางการเงิน เลยหาคนเช่ายาก เพราะไม่มีใครกล้าลงทุน เราเลยได้มาด้วยค่าเช่าที่ไม่แพงจนเกินไปนัก ตอนที่เราไปเห็นตอนแรกนั้น ผมคิดไม่ออกเลยว่าจะทำอะไรก่อนอะไรหลังดี เพราะมันโล่งมาก ไม่มีอะไรเลยจริงๆ
ในระหว่างนั้น เค้ามากรุงเทพแล้วก็มาพักที่บ้านผมหลายอาทิตย์ กว่าที่อะไรๆจะเริ่มลงตัว แต่เราไม่กล้ามีอะไรกันในบ้านเพราะรู้สึกผิดๆและตะขิดตะขวงใจ ยังไงก็ไม่รู้ ได้แต่นอนกอดกันเฉยๆ แต่แม่ผมน่ะชอบเค้ามากเลยทีเดียว ชอบที่เค้าเรียนเก่ง แล้วก็สุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน มาอยู่บ้านผมก็มาช่วยกวาดบ้านถูบ้านให้ทุกวัน
ตอนนั้นผมกับเค้าเหนื่อยและเครียดกันมาก วันๆหนึ่งเราต้องเดินทางกันตลอด เค้าไม่เคยขับรถในกรุงเทพตอนแรกก็มีปัญหาพอสมควร ผมก็ขับได้แต่ขับไม่แข็งเลยช่วยอะไรไม่ได้มาก ได้แต่ช่วยบอกทางเท่านั้น ช่วงนั้นห้างพันทิพย์เป็นสถานที่ๆผมกับเค้าไปกันบ่อยมากที่สุด เพราะอยู่ไม่ไกลจากบ้านผมนัก และด้วยความช่วยเหลือจากญาติๆของเค้าทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นความจริงขึ้นมาได้ โดยที่ไม่โหดร้ายกับเราจนเกินไปนัก แต่ก็สร้างความมึนเหนื่อยหน่ายท้อแท้ให้กับเรามากพอสมควร สิ่งที่เราคิดว่ารู้ พอมาตอนนี้มันกลับกลายเป็นสิ่งที่เราแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย
ปล ไม่นับตอนนี้ก็อีก 3 ตอนก็จบแล้วคร๊าบบ ยิ่งอ่านก็ยิ่งอิจฉาคนเขียนจังเยย
ตอนนี้เป็นไงกันมั่งแล้วไม่รู้ แต่คบกันมานานขนาดจนแต่งเรื่องนี้ก็ประมาณ 5 ปี ผมก็ประมาณว่าสองคนนี้น่าจะยังอยู่ด้วยกันนะครับ